วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ เทคนิคง่ายๆ จากนักจิตวิทยาเพื่อบอกลา “ความขี้เกียจ” - How to stop being lazy


ความเกียจคร้านเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ และการหาวิธีให้ตนเองเลิกขี้เกียจก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เราสามารถทำได้เช่นกัน

Dr. Jonathan Fader นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมของมนุษย์ ได้อธิบายธรรมชาติของความขี้เกียจและวิธีการหลีกเลี่ยงความขี้เกียจ ซึ่งปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ดังนี้
โดยธรรมชาติแล้วสมองของมนุษย์จะสั่งการให้เราหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นอันตรายหรือทำได้ยากกว่าปกติ


เราจะหาเหตุผลมากมายมาสนับสนุนการยอมแพ้ และสมองของเราเองจะสั่งการให้เราตัดสินใจถอย


ส่วนวิธีการที่จะควบคุมการสั่งการของสมองก็คือ การโต้ตอบกับสมองของเราเอง


สมองของเราอาจจะพูดว่าพอเถอะ ไม่ทำแล้ว


ส่วนเราก็ต้องเพิ่มความอดทนอดกลั้นให้กับตัวเอง ด้วยการแบ่งเป้าหมายออกเป็นส่วนๆ
ยกตัวอย่างเช่นเทคนิคการฝึกฝนของนักกีฬา เช่นนักวิ่งจะเพิ่มเวลาในการฝึกฝนมากขึ้นทีละเล็กน้อย


รวมทั้งแรงผลักดันจากภายนอกมาตอบโต้เพื่อควบคุมอารมณ์และความคิดของตัวเอง
ซึ่งสิ่งที่เราจะต้องควบคุมมีเพียงสองอย่างคือการกระทำและปฏิกิริยาตอบโต้
และควบคุมสิ่งที่ทำกับสิ่งที่คิดให้เป็นไปในทางเดียวกันอย่างมีระบบ

นักรบที่ประสบความสำเร็จย่อมมีแผนการที่หลากหลาย


ถ้าเราแบ่งเป้าหมายออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จทีละขั้น มีแผนที่สามารถรองรับกับทุกสถานการณ์ และอดทนเพื่อเอาชนะใจตัวเองให้ได้ เราก็จะสามารถควบคุมตัวเองและสมองก็จะไม่สามารถสั่งให้เรายอมแพ้จนกลายเป็นความขี้เกียจได้อีกต่อไป 

ที่มาBusinessInsider

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

คิดก่อนพูด!! 5 ประโยคต้องห้าม ที่ไม่ควรพูดกับเด็ก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน


วัยเด็กเป็นวัยที่ชอบเรียนรู้ ช่างสังเกต และจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี พวกเขามักจะจดจำสิ่งที่พ่อแม่พูดหรือสิ่งที่พ่อแม่ทำ
ดังนั้น คนที่เป็นพ่อแม่จึงต้องคิดให้มากและระวังคำพูดและการกระทำของตนเองอยู่เสมอ เพื่อที่เด็กจะได้จดจำแต่สิ่งที่ดีและเติบโตไปเป็นคนที่มีคุณภาพ ในวันนี้หมีขาวจึงมีคำพูดต้องห้ามที่ไม่ควรพูดกับเด็กมาฝากกัน ให้คุณพ่อคุณแม่คอยระวัง อย่าพูดคำเหล่านี้ออกมาเพราะอาจส่งผลเสียต่อเด็กได้ ไปดูกันเลยจ้า



1. ดื้อแบบนี้ เดี๋ยวให้หมอจับฉีดยาเลย / อย่าดื้อนะ เดี๋ยวผีมาเอาไปนะ
การขู่เด็กแบบนี้ จะทำให้เด็กมีความเข้าใจแบบผิดๆ เช่น การขู่ว่าผีจะมาจับไป เป็นการทำให้เด็กกลัวผีโดยใช่เหตุ เพราะพ่อแม่บอกว่าผีจะมาเอาไป แปลว่าผีต้องมีจริง เด็กอาจจะไม่สามารถอยู่ในห้องคนเดียวได้หรือไม่สามารถปิดไฟนอนหลับได้เพราะกลัวผี
และการขู่ว่าจะให้หมอจับฉีดยา อาจกลายเป็นปมฝังใจเด็กทำให้เด็กกลัวหมอ คิดว่าหมอเป็นผู้ที่จะมาทำอันตรายเขา คราวนี้ล่ะ คุณพ่อคุณแม่จะลำบากมากเวลาที่พาเขาไปฉีดยาหรือไปหาหมอเพราะเด็กจะไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยเนื่องจากเขามีปมฝังใจไปแล้วว่าหมอจะทำอันตรายเขา ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรหลุดพูดคำขู่เหล่านี้ออกมา แต่ควรอธิบายด้วยเหตุผลจะดีกว่า


2. น่ารำคาญจริงๆ เลย
คำว่าน่ารำคาญ แม้แต่กับผู้ใหญ่บางคนก็ยังเป็นคำพูดที่รุนแรงกระทบกระเทือนจิตใจได้มาก แล้วจิตใจอันบอบบางของเด็กจะทนได้อย่างไร การพูดว่าน่ารำคาญ ทำให้เด็กสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง เขาจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ต้องการเขา พ่อแม่ไม่รักเขา 
ซึ่งการสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กอย่างมาก เช่น เด็กอาจกลายเป็นเด็กซึมเศร้า ไม่เล่น ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความเห็น เพราะกลัวจะถูกมองว่าน่ารำคาญ ทำให้มีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน


3. ลูกผู้ชายอย่าร้องไห้
ธรรมชาติของเด็กนั้นต้องมีการร้องไห้อยู่แล้ว การร้องไห้เป็นการปลดปล่อยอารมณ์อย่างหนึ่งของเด็ก การบังคับว่าเป็นเด็กผู้ชายอย่าร้องไห้ อาจทำให้เด็กไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้อย่างถูกต้องและกลายเป็นเด็กเก็บกดได้ เช่น เมื่อเขากลัว หรือเมื่อเขาเจ็บ แต่ถูกสอนมาไม่ให้ร้องไห้ เด็กก็ไม่รู้จะปลดปล่อยอารมณ์เหล่านั้นอย่างไร

ทางที่ดี เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้เด็กร้องไห้ เช่น หกล้มแล้วเจ็บมาก หากเด็กอยากร้องไห้ก็ปล่อยให้เขาร้องออกมา เมื่อร้องไห้เสร็จแล้วค่อยสอนเขาว่า เมื่อหกล้มอีกต้องทำอย่างไรที่ไม่ใช่การร้องไห้ เช่น ตั้งสติ ลุกขึ้น แล้วค่อยๆ เดินมาหาพ่อแม่หรือไปหาคุณครูให้ช่วยทำแผลให้ เป็นต้น


4. เงียบไป อย่าพูดมาก
เด็กที่อยู่ในวัยหัดพูด มักจะพูดไม่หยุด พูดไปเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็ก การห้ามไม่ให้เด็กพูดหรือถาม ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านการพูดที่ช้าลง เด็กจะไม่กล้าถาม ไม่กล้าพูดคุย ดังนั้น เมื่อเด็กถามอะไร ไม่ควรบอกปัดให้เขาเงียบ แต่ควรตอบดีๆ อย่างมีเหตุผล ไม่ตอบส่งเดช
และถ้าเด็กพูดมากจริงๆ จนทนไม่ไหว ก็ควรบอกด้วยเหตุผลหรือมีข้อต่อรอง เช่น “แม่ขอเวลาคุยโทรศัพท์ 10 นาที ลูกช่วยเงียบหน่อยได้มั๊ยจ๊ะ เดี๋ยวแม่คุยเสร็จแล้วลูกค่อยพูดต่อนะจ๊ะ” การกำหนดเวลาแบบนี้จะทำให้เด็กไม่อึดอัดและรู้ว่าพ่อแม่ยังคงต้องการฟังเขาพูดอยู่ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้เด็กได้อีกด้วย


5. ลูกคนอื่นไม่เห็นดื้ออย่างนี้เลย
การเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่นทำให้เด็กเสียความมั่นใจ เขาอาจเก็บไปคิดมาก รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่สามารถทำให้พ่อแม่พอใจได้ กลายเป็นเด็กที่ไม่เชื่อมั่นในตนเอง และเป็นการบ่มเพาะความรู้สึกด้านลบของเด็ก
เขาอาจคิดอิจฉาเด็กคนอื่นที่เราเอาเขาไปเปรียบเทียบและอาจหาโอกาสกลั่นแกล้งเด็กคนนั้น หรืออาจรู้สึกว่าเด็กคนนั้นเป็นคู่แข่งของเขาซึ่งเขาต้องหาทางเอาชนะให้ได้อยู่ตลอดเวลาโดยที่เด็กคนนั้นอาจไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนี้เลย การพูดเปรียบเทียบจึงเป็นการทำให้ลูกไม่มีความสุขและอาจกลายเป็นเด็กก้าวร้าวได้


จะเห็นได้ว่าคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ที่หลุดปากไป ส่งผลกระทบต่อเด็กมากกว่าที่คิด ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเลี้ยงลูกอย่างมีสติ เลี้ยงด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ และคิดก่อนพูดเสมอ ลูกเราจะได้น่ารักสำหรับทุกคนไงล่ะจ๊ะ

Cr.: meekhao.com

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เผย 8 อภิมหาเศรษฐีพันล้านคนดัง ที่ยังใช้วิถีชีวิตแบบประหยัดสุดขั้ว


การอวดร่ำอวดรวยไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนรวย และส่วนใหญ่แล้วคนร่ำรวยก็มักจะทำตัวประหยัด สมถะ และใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา เพื่อเก็บรักษาความร่ำรวยนั้นไว้ให้ได้นานและมั่นคงที่สุด

และนี่คือวิถีชีวิตสุดแสนมัธยัสถ์ของ 8 มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยระดับโลก ที่ประหยัดจนคนธรรมดายังต้องทึ่ง

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 1958 ในราคา 1 ล้านบาท

ทรัพย์สิน: 2 ล้านล้านบาท
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประธานบริหารบริษัท Berkshire Hathaway ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านราคา 3 หมื่นดอลลาร์ที่ซื้อมาเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน นอกจากนี้เขายังไม่ใช้โทรศัพท์มือถือหรือติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องทำงาน เพราะเขามักใช้เวลาไปกับการศึกษาหาความรู้จากหนังสือนั่นเอง
วอร์เรนไม่เพียงแค่ลงทุนกับบริษัทอาหารจานด่วนอย่าง Burger King, Dairy Queen และ Coca-Cola แต่เขายังดื่มโค้กทุกวัน และชอบกินมันฝรั่งทอดกับขนมชีโตส
ชีวิตผมมีความสุขดีแล้ว ถ้าผมมีบ้าน 6 หรือ 8 หลังมันอาจจะแย่กว่านี้ ตอนนี้ผมมีทุกอย่างเท่าที่ผมต้องการ ผมไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมเพราะมันคงไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง”

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขับรถโฟล์กสวาเกนเกียร์กระปุก

ทรัพย์สิน: 1.8 ล้านล้านบาท
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะมหาเศรษฐีแห่งวงการเทคโนโลยีที่สมถะที่สุดคนหนึ่ง เขามักจะปรากฎตัวในชุดเสื้อยืด เสื้อมีหมวก และกางเกงยีนส์ นอกจากนี้เขายังเป็นมหาเศรษฐีใจบุญที่บริจาคเงินเพื่อการกุศลอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากมาร์กแต่งงานกับพริสซิลลาได้ไม่นาน ก็มีคนถ่ายภาพของเขาได้ขณะนั่งกินพิซซ่าข้างทางและเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์อย่างเอร็ดอร่อย และหลายคนคงทราบกันดีว่ามาร์กนั้นขับรถเกียร์ธรรมดาของโฟล์กสวาเกนหลังจากขายรถแอคิวรามูลค่าเกือบ 1 ล้านบาททิ้งไป

การ์โลส สลิม อาศัยอยู่ในบ้านขนาด 6 ห้องนอนหลังเดิมเป็นเวลากว่า 40 ปีมาแล้ว

ทรัพย์สิน: 1.1 ล้านล้านบาท
การ์โลส สลิม ผู้ก่อตั้ง Grupo Carso เป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศเม็กซิโก เขาไม่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับเรือยอชต์หรือเครื่องบินส่วนตัว แต่ยังคงขับรถเมอร์ซีเดส-เบนซ์ คันเก่าที่ไม่ได้มีมูลค่ามากมายอะไร
นอกจากนี้เขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านขนาด 6 ห้องนอนหลังเดิมมานานกว่า 40 ปีแล้ว การ์โลสชอบรับประทานอาหารทำเองที่บ้านกับลูกหลาน และแม้ว่าเขาจะมีแมนชั่นหรูราคาเกือบ 3 พันล้านบาทในแมนฮัตตัน แต่ก็มีข่าวว่าการ์โลสพยายามขายทอดตลาดในปีที่ผ่านมา

ชาร์ลี เออร์เกน พกอาหารเที่ยงใส่ถุงกระดาษไปรับประทานที่ทำงานทุกวัน

ทรัพย์สิน: 5 แสนล้านบาท
แม้ว่า ชาร์ลี เออร์เกน ประธานกรรมการดิชเน็ตเวิร์ค คอร์ป จะร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีที่มีมูลค่าทรัพย์สินนับแสนล้าน แต่เขายังคงจดจำคำสั่งสอนของแม่ที่เติบโตมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกเสมอ ชาร์ลีจึงใช้ชีวิตอย่างประหยัดและอดออม เขาพกแซนด์วิชใส่ถุงกระดาษมารับประทานเป็นมื้อเที่ยงทุกวัน นอกจากนี้ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวเขายังประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการแชร์ห้องพักกับเพื่อนๆ

อามันซิโอ ออร์เตกา รับประทานอาหารเที่ยงในโรงอาหารร่วมกับพนักงานคนอื่นๆ

ทรัพย์สิน: 2.4 ล้านล้านบาท
อามันซิโอ ออร์เตกา กาโอนา ผู้ก่อตั้ง Zara เคยเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ของโลก แต่ความร่ำรวยนั้นไม่ได้เปลี่ยนแนวคิดและวิถีชีวิตของเขา อามันซิโอใช้ชีวิตเรียบง่ายในอพาร์ทเม้นท์กับภรรยา ดื่มกาแฟแก้วโปรดจากร้านประจำ และรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกับพนักงานในโรงอาหารของ Zara เสมอถ้าไม่ติดธุระ
นอกจากนี้สไตล์การแต่งตัวของเขายังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน อามันซิโอมักจะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวสีเทาทุกวัน และแม้ว่าเขาจะมีเครื่องบินส่วนตัวมูลค่า 1.5 พันล้านบาท แต่เขาก็ไม่ค่อยได้เดินทางบ่อยนักเพราะทำงานหนักอยู่เสมอ

อิงวาร์ คัมพราด โดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดและนั่งรถบัสเป็นประจำ

ทรัพย์สิน: 1.3 ล้านล้านบาท
อิงวาร์ คัมพราด ผู้ก่อตั้งบริษัท IKEA เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในทวีปยุโรป แต่เขายังคงโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดและรับประทานอาหารเที่ยงในโรงอาหารของพนักงานเป็นประจำ นอกจากนี้เขายังขับรถยนต์วอลโว่คันเก่าและมักจะเดินทางด้วยรถบัสเสมอ

อาซิม เปรมจี ขับรถยนต์มือสองและมักจะเตือนพนักงานว่าอย่าลืมปิดไฟ

ทรัพย์สิน: 5 แสนล้านบาท
มหาเศรษฐีผู้ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศอินเดีย ประธานบริหารบริษัท Wipro Ltd. เขาเป็นคนที่ประหยัดมากจนถึงขั้นตระหนี่ถี่เหนียว อาซิมโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดเสมอ ขับรถมือสองราคาไม่แพง และคอยเตือนพนักงานทุกคนให้ปิดไฟให้หมดก่อนออกจากที่ทำงาน

จูดี้ ฟอล์กเนอร์ ไม่เคยสนใจการใช้ชีวิตแบบ หรูหรา”

ทรัพย์สิน: 8 หมื่นล้านบาท
นักธุรกิจหญิงผู้ก่อตั้งบริษัท Epic Systems เป็นนักพัฒนาโปรแกรมที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แม้ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลและก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก แต่จูดิธในวัย 72 ปี ยังคงใช้ชีวิตแบบสมถะ เธอมีรถยนต์เพียงแค่ 2 คัน และอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมในรัฐวิสคอนซินกับสามีมานานกว่า 30 ปีแล้ว
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2015 จูดี้ประกาศว่าจะบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งในกับการกุศล เพราะเธอนั้นไม่เคยใฝ่ฝันอยากใช้ชีวิตหรูหราสะดวกสบายแบบคนร่ำรวย แต่เธอจะใช้เงินของเธอเพื่อช่วยคนอื่นให้ได้รับอาหาร ความอบอุ่น ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล และการศึกษาที่เหมาะสม

Cr.: meekhao.com

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

วิธีการรักษาเหาแบบได้ผล โดยไม่ต้องหาหมอเลย


เหา คือ ฝันร้ายของผู้ปกครองทุกคนเลยก็ว่าได้ พวกผู้ปกครองกลัวบุตรหลานของพวกเขานั้นติดมาจากเพื่อนๆในโรงเรียน และเมื่อเด็กกลับมาบ้านแล้วมักจะบ่นกับพ่อแม่ว่าคันหัว เป็นอะไรที่น่ารำคาญและยุ่งยากที่จะกำจัด เพราะมันสามารถแพร่เชื้อได้ วันนี้ผมมีเคล็ดลับสูตรเด็ดในการรักษาเหาด้วยส่วนผสมเหล่านี้


สิ่งที่คุณต้องมี

น้ำยาบ้วนปาก (ยี่ห้ออะไรก็ได้)
หวีสางเหา
น้ำส้มสายชู
ผ้าขนหนูจำนวนสองผืน
หมวกคลุมอาบน้ำ
ขั้นตอนแรกเลยให้ล้างผมด้วยน้ำยาบ้วนปากให้ทั่วจนเปียก และทำการห่อด้วยหมวกอาบน้ำ ปล่อยทิ้งไว้สัก 1 ชม. แล้วทำการสระผมด้วยน้ำส้มสายชูและคลุมผมอีกครั้งทำการทิ้งไว้อีก 1 ชม.จากนั้นถอดหมวกออกมาและทำการสระผมด้วยยาสระผมปกติ ขั้นตอนสุดท้ายก็ใช้หวีสางเหาเพื่อนำเหาออกไป

ข้อดีของการใช้วิธีนี้คือ

ส่งผลระยะยาว เหาจะไม่กลับมาอีกเลย
ราคาถูกมาก
เพียงส่วนผสมหลัก 2 อย่างเหาก็หลุดออกไปแล้ว
ไม่ก่ออันตรายกับเด็ก
ทำให้ผมนั้นเงางามและหอม

เรียบเรียงโดย KidTam.com
ที่มา rak-sukapap.com/2016/06/blog-post_240.html

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เผยวิธีหยุดรถเมื่อเกิดเบรคแตก ทำตามแบบนี้ปลอดภัยแน่นอน


เผยวิธีหยุดรถเมื่อเกิดเบรคแตก ทำตามแบบนี้ปลอดภัยแน่นอน


เรื่องการขับรถบนท้องถนน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการใช้สติและความไม่ประมาทเพื่อชีวิตที่ปลอดภัย การดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้มีความพร้อมตลอดเวลาก็ถือเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะนอกจากจะป้องกันอุบัติเหตุแล้ว จะช่วยให้สภาพรถของคุณไม่ชำรุดโดยเร็วอีกด้วย


แต่ขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ บางครั้งเกิดจากความบกพร่องของรถ และอุบัติเหตุที่พบได้บ่อยคือ “เบรคแตก” เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แบบกะทันหันโดยไม่คาดคิด แล้วเราต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น วันนี้เรามีวิธีจัดการปัญหานี้มาฝากกันดังนี้

1. ตั้งสติ เมื่อเหยียบเบรกแล้วรถไม่ชะลอหรือหยุด การตั้งสติ คิดให้เร็วขึ้นทำให้รถช้าลง หาวิธีแก้ปัญหา ถ้ามีช่องว่างให้ชิดซ้ายทันที เพราะรถเบรกแตกขับไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น

2. ลดคันเร่งและความเร็ว จำไว้ว่าเครื่องยนต์มีแรงเสียดทาน จงใช้ให้เป็นประโยชน์ ที่เรียกว่าเอ็นจิ้น เบรก (Engine Brake)หรืออาการหน่วงของเครื่องยนต์ ช่วยให้ลดความเร็วอย่างกะทันหัน ทำได้โดยเหยียบคลัตช์ ลดตำแหน่งเกียร์ ส่วนเกียร์อัตโนมัติถ้ามีโอเวอร์ไดรฟ์ให้กดปุ่มโอเวอร์ไดรฟ์ หรือสับตำแหน่งเกียร์ จาก D มาเป็น 3 และต่ำลงมาเรื่อยๆ แต่ห้ามเปลี่ยนพรวดเดียวลงมาเป็น L เพราะเครื่องยนต์อาจพังได้

 3. จับพวงมาลัยให้มั่นแล้วชิดซ้าย เมื่อลดเกียร์รถจะค่อยๆ ช้าลง แต่ไม่ถึงกับหยุดสนิท หาทางชิดซ้ายเข้าข้างทาง ห้ามเติมคันเร่ง ถ้ามีรถกีดขวางให้บีบแตรเพื่อส่งสัญญาณ ถ้าเป็นไปได้ควรเปิดไฟฉุกเฉินด้วย

4. เบรกมือช่วยได้ แม้เบรกแตกแต่เบรกมือหรือที่เรียกว่าเบรกฉุกเฉิน (E-Brake/Emergency Brake) สามารถช่วยได้ จะช่วยลดความเร็วที่ล้อหลัง ช่วยหน่วงและชะลอได้ แต่จำไว้ว่าอย่าดึงแรงทีเดียว ค่อยๆ ดึงขึ้นจนสุด จะช่วยลดความเร็วได้บ้างไม่มากก็น้อย

5. ทางลาดชันทำยังไง ในกรณีโชคร้ายพบว่าเบรกแตกขณะลงเขานั้น สิ่งสำคัญต้องลดความเร็วอยู่ดี เพียงแต่การลงเขาจะมีโมเมนตัมมากขึ้นจากแรงดึงดูดของโลก การชะลอรถควรเริ่มจากการลดเกียร์ต่ำลงก่อน แต่ให้งดการใช้เบรกมือจนกว่าจะถึงช่วงความชันน้อย จะตอบสนองได้ชัดเจนกว่าและไม่ทำให้เกิดความร้อนมากเกินไป

6 ห้ามดับเครื่องยนต์ทันที เพราะเราจะศูณเสียการควบคุมทันที



Cr. http://www.share-si.com/2016/03/blog-post_32.html

10 วิธีที่ทำให้อาการหวัดหายเป็นปลิดทิ้ง


หายป่วยแน่แค่ทำแบบนี้
1. ค็อกเทล วิสกี้ บรั่นดี สักช้อต!
เริ่มที่ของแรงก่อนเลย ฤทธิ์ความร้อนของแอลกอฮอล์ ช่วยทำให้คนที่กำลังเป็นหวัดหายใจได้คล่องขึ้น ช่วยลดการคายน้ำ และยังลดอาการบวมของเยื่อจมูกได้ด้วย ดังนั้น ลองดื่มเครื่องที่ว่านี้เพียงแค่ 1ช้อตก่อนเข้านอน รับรองว่าช่วยให้หายใจโล่งขึ้นแน่นอน
 
 
2. ล้างจมูกก่อนเข้านอน
การใช้น้ำเกลือล้างจมูกจะช่วยให้จมูกโล่งขึ้น และยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่สะสมอยู่ภายในโพรงจมูกไปด้วยในตัว! อย่างไรก็ตาม การล้างจมูกต้องทำอย่างถูกวิธี มิเช่นนั้นอาจจะเกิดการสำลักได้ อุปกรณ์ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ในการล้างจมูก ก็คือ ไซริงค์หรืออุปกรณ์สำหรับล้างจมูก ลองไปหาซื้อและศึกษาวิธีการล้างจมูกที่ถูกต้อง การล้างจมูกไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณหายจากหวัดเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีและไม่ป่วยง่ายด้วย
 
 
3. สวมถุงเท้าเปียกก่อนเข้านอน
การนอนโดยสวมถุงเท้าเปียกช่วยให้อาการป่วยของคุณทุเลาลงได้ เนื่องจากความชื้นของถุงเท้าจะช่วยลดไข้และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่เท้าด้วย วิธีการก็คือ ก่อนนอนให้แช่เท้าในน้ำอุ่น แล้วค่อยสวมถุงเท้าผ้าคอตต้อนที่แช่ไว้ในน้ำเย็น จากนั้นจึงสวมถุงเท้าไหมพรมทับอีกสัก 2-3 ชั้น แล้วเข้านอนตามปกติ หลังจากตื่นนอนขึ้นมาจะรู้สึกดีขึ้นมากแน่นอน
 
   
4. ทานอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน
ลองเลือกอาหารที่เหมาะสมเป็นตัวช่วยต้านไข้หวัดดูสิค่ะ ไม่ว่าจะเป็น แครอท , แครนเบอร์รี่ , หัวหอม, บลูเบอร์รี่ , กล้วย, ข้าวกล้อง , พริกไทย มัสตาร์ดหรือวาซาบิ อาหารเหล่านี้ล้วนแต่มีวิตามินC วิตามิน D สังกะสี และสารอาหารอื่นๆที่เป็นประโยชน์มากมาย ซึ่งล้วนแต่ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงทั้งนั้น
นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีขาว เช่น น้ำตาล นม , ชีส, ผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มน้ำอัดลม ซึ่งเป็นอาหารที่อาจทำลายสุขภาพได้ เท่านี้สุขภาพของคุณก็จะแข็งแรงขึ้นมากๆแล้ว
 
 
5. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ
การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือก่อนนอนจะช่วยลดการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนได้ ซึ่งช่วยทำให้อาการหวัดหายได้เร็วขึ้น
 
 
6. อบไอน้ำ
การอบไอน้ำจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และช่วยลดอาการปวดเมื่อยให้แก่คุณได้ นอกจากนี้ ความร้อนที่ร่างกายได้รับยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้น อาการป่วยที่คุณเป็นอยู่จึงทุเลาลงได้ หายใจได้สะดวกขึ้น วิธีการอบไอน้ำก็คือ ให้เทน้ำร้อนจัดลงในชามใบใหญ่ เอาหน้าไปใกล้ชาม แล้วคลุมหัวด้วยผ้าขนหนูเพื่อให้ใบหน้าได้รับไอน้ำอย่างเต็มที่ จากนั้นค่อยๆสูดหายใจเข้า-ออกอย่างช้าๆ ทำเช่นนี้ครั้งละ 5-10 นาที
 
   
7. ประคบร้อนและเย็นบริเวณจมูก
หากคุณมีอาการคัดจมูกอย่างหนักลองประคบร้อนและเย็นที่จมูกดู เพียงแค่เอาผ้าขนหนูเปียกเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟสัก 1 นาที ประคบสลับกับผ้าขนหนูแช่ในช่องฟรีสในตู้เย็น อาการคัดจมูกที่เป็นอยู่จะทุเลาลงได้
 
 
8. ยาหม่องทาๆถูๆ
ลองใช้ยาหม่องเปปเปอร์มิ้นท์ทาบางๆที่รูจมูก กลิ่นของสมุนไพรจะช่วยลดอาการคัดจมูกได้ดีมากๆ และยังช่วยลดเยื่อจมูกอักเสบจากการที่คุณสั่งน้ำมูกและจามได้อีกด้วย
 
 
9. นอนหนุนหมอนสูง
เมื่อรู้ว่าเป็นหวัดเข้าแล้ว ให้นอนหนุนหมอนสูงๆ เพราะจะช่วยให้หายใจสะดวกมากขึ้น
 
 
10. ดื่มน้ำมะนาวสดบ่อยๆ
น้ำมะนาวคั้นสดมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น วิตามินซีที่ช่วยให้หายหวัดได้เร็วขึ้น รวมถึงความสามารถในการช่วยย่อยและขับสารพิษได้ดี เพราะฉะนั้น หากรู้ตัวว่าเป็นหวัดให้เลือกดื่มน้ำมะนาวจะดีที่สุด แต่ถ้ากลัวว่าจะเปรี้ยวจนดื่มไม่ได้ ให้ใส่น้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย น้ำมะนาวก็จะดื่มง่ายมากขึ้น
 
 
ทั้ง 10 วิธีนี้เป็นวิธีง่ายๆสำหรับคนที่เป็นหวัด หากทำตามนี้รับรองว่าใช้เวลาไม่นาน อาการป่วยที่เป็นอยู่ต้องดีขึ้นได้แน่นอน ที่สำคัญอย่าลืมดื่มน้ำเปล่ามากๆและนอนหลับอย่างเพียงพอด้วย เพื่อให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายได้เป็นอย่างดี
 
แต่ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังไม่หาย นั่นสดงว่าเชื้อโรคที่เข้าไปในตัวคุณร้ายแรงมาก เช่น อาจจะเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก เป็นต้น  ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน มิเช่นนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เลี้ยงลูก สำหรับพ่อแม่ และสำหรับลูก

• เมื่อเลี้ยงลูกให้ ‘พึ่งตนเอง’ ได้แล้ว 
วันหนึ่งเขาจะเป็นที่พึ่งให้กับพ่อแม่ 
ตามธรรมชาติของการผลัดกันดูแล
ในหมู่มนุษย์ผู้มีใจสูง
• สำหรับพ่อแม่ 
หากคุณเลี้ยงลูกในสิ่งที่คุณอยากให้เป็น
คุณจะไม่มีทางได้ ‘รู้จัก’ ลูก 
หรือ ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของลูก
และสำหรับลูก
เราควรพูดกับพ่อแม่ดีๆ
ให้ท่านเข้าใจในตัวตนของเรา 
จะได้ไม่ต้องเถียงกัน 
พูดด้วยเหตุด้วยผล
• ทำให้เด็กมีปัญหา
แล้วโลกจะมีปัญหากว่านั้น
ทำให้เด็กหมดปัญหา 
แล้วโลกจะมีคนพยายามทำปัญหาให้หมดไป
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• มนุษย์จะ ‘รู้จักตัวเอง’
ผ่านการลองทำสิ่งที่สมัครใจ 
ไม่ใช่การถูกบังคับให้ทำ 
หรือมีแรงจูงใจเป็นรายได้
• ความขัดแย้งระหว่างแม่กับลูก 
เป็น "ปัญหาคู่โลก"
เป็นความขัดแย้งทางความคิด..
ไม่ถือว่าบาป
เพียงแต่เรา
ต้องไม่คิดหรือพูดต่อกันด้วย ‘โทสะ’
หรืออารมณ์โกรธ
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• ฝึกคิดเลือกคำพูดที่ดี ที่นุ่มนวล
หรือที่กรองแล้วว่า
ระคายโสตน้อยที่สุด
ตัวการ ‘ฝึกคิด’ จะเป็น ‘กรรมดี’
ในทั้งแง่ของมโนสุจริต และวจีสุจริต
ตลอดจนเป็นการฝึกสติ
ให้เกิดสมาธิในการพูด
เพราะการเอาชนะแรงอัด
ในการพูดทางร้าย
ก่อให้เกิดความเข้มแข็งทางใจ
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• เด็กจะสนใจทุกคำตอบที่เขาสงสัย
แต่จะเพิกเฉยกับทุกคำสอนที่สร้างความสงสัยว่า 
ทำไมเขาต้องทนฟัง
• การสอนที่ล้าสมัยทำให้เด็ก ‘จม’ อยู่กับอดีต 
การสอนที่ล้ำสมัยทำให้เด็กอยากสร้างอนาคต 
การสอนที่ทันสมัยทำให้เด็กอยู่กับปัจจุบันเป็น.
Cr. FB:ดังตฤณ