มีคุณแม่ท่านหนึ่งปรารภว่าอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เกิด ลูกอายุ8ขวบแล้วก็ไม่ได้รักการอ่าน ต้องจ้างอ่านด้วยเกมบ้าง รางวัลบ้าง อ่าน10เล่มได้อะไร อ่านหมดชุดได้อะไร บังคับให้อ่านวันละ25นาที ไม่รู้ว่าดีมั้ย?
คำถามดีมากๆ ถือโอกาสชวนคุยเพิ่มเติมหลายๆประเด็นนอกเหนือจากที่คุณแม่ปรารภมา
1.เราอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนมิใช่เพื่อให้ลูกฉลาด ความฉลาดเป็นผลพลอยได้ จะฉลาดหรือไม่ฉลาดยังขึ้นกับการอ่านอย่างหลากหลายในเวลาต่อมาอีกหลายปี มิใช่อ่านหนังสืออยู่ประเภทเดียว อย่าลืมว่าความฉลาดไม่ได้ขึ้นกับความรู้มาก แต่ขึ้นกับความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลมาก อ่านหลากหลายมากกว่ายิ่งเชื่อมโยงได้มากกว่า
2.เราอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนมิใช่เพื่อให้เป็นคนรักการอ่าน รักการอ่านเป็นผลพลอยได้ ส่วนใหญ่จะได้ แต่พบว่าหลายคนไม่เป็น ลูกของคุณมิใช่คนแรก หลายครั้งที่เราเตรียมลูกอย่างดีไปจากบ้าน แต่ รร หรือสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น ไอที กลับทำลายเสีย
3.ทุกเรื่องมีข้อยกเว้น แต่ว่าที่เราทำสิ่งที่ดีวันนี้เพื่อเป็นรากฐาน เพื่อเป็นรากแก้ว เพื่อผลลัพธ์ระยะยาว มิใช่ระยะสั้น ระยะสั้นมีข้อยกเว้นบ่อยเห็นชัด ผลลัพธ์ระยะยาวยังไม่เห็นยังมาไม่ถึง เรื่องอ่านหนังสือก่อนนอนตั้งแต่เล็กๆนี้อย่างไรผลลัพธ์ระยะยาวก็ดีกว่าบ้านที่ไม่ทำ
4.เวลาพวกเราพ่อแม่เห็นว่าทำอะไรไปแล้วไม่เห็นจะดีเลย อาจจะต้องคิดด้วยว่าถ้าไม่ทำเลย จะหนักหนาสาหัสกว่านี้ ควรคิดเสมอว่าสำหรับเด็กคนนี้ได้เท่านี้ถือว่าดีแล้ว อย่าลืมเรื่องเด็กเกิดมาไม่เท่ากัน เราไม่เทียบลูกของเรากับใคร ค่อยๆดูต่อไปยาวๆ รับรองว่าอย่างไรก็จะดีครับ
5.เราเชียร์ให้อ่านหนังสือก่อนนอน ที่เราอยากได้มากที่สุดและรับรองว่าได้แน่(ในระยะยาว)คือ สายสัมพันธ์ หรือ attachment ดังที่เขียนไว้เสมอมา ตอนผู้เขียนเพิ่งจบแพทย์ อายุไม่มาก ไม่อาจเชื่อตำราและพูดได้ด้วยความมั่นใจ เมื่อผ่านมา30ปี เห็นผลลัพธ์ของหลายบ้านซ้ำแล้วซ้ำอีก รับรองได้ว่าอ่านหนังสือก่อนนอนทุกคืนได้สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยืนยาวแน่ๆ
เพจนี้เขียนหลายเรื่องเพื่อให้พ่อแม่ทำ ทำแล้วเท่ากับป้องกันมิให้มีเรื่องนอกลู่นอกทางในอนาคตมากจนเกินไป ต่อให้แหกโค้งกันบ้างตอนวัยรุ่นก็ธรรมดา เดี๋ยวก็กลับมา การเล่นอย่างอิสระในสนามและการอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนเป็น2วิธีที่ง่ายที่สุดและกำไรหลายเท่าตัวในภายหน้า เสียดายแทนถ้าไม่ทำ เอาเวลาไปเขี่ยแท็บเล็ตก่อนวัยอันควรหรือเข้า รร ก่อนวัยอันควรเสียหมด
ระยะหลังพบการว่าจ้างให้เด็กทำอะไรบางอย่างแลกกับการเล่นเกมบ่อยๆ เช่น เรียนว่ายน้ำแลกชั่วโมงเล่นเกม เรียนดนตรีแลกชั่วโมงเล่นเกม ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ ที่พอจะชี้ให้เห็นได้คือเรื่อง Free Will คือเจตจำนงเสรี เราอยากให้เด็กๆมีเจตจำนงเสรีอยากทำอะไรด้วยตนเองมากกว่าการว่าจ้าง เป็นเรื่อง reward จะได้ต่อเมื่อเขาค้นพบว่าตนเองชอบอะไรจริงๆ
การจัดสภาพแวดล้อมไปจนถึงบังคับเด็กอ่านหนังสือ เป็นเรื่องควรทำ (ถ้าบังคับกันได้อะนะ) คุณแม่ท่านนี้เก่งมากและเชื่อว่าท่านไม่ได้บังคับหรอก ใช้กลยุทธอื่นมากกว่า ถ้าจำไม่ผิดแม่ของคุณหมอเบน คาร์สันที่สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอนนี้ก็ทำ วัยเด็กแร้นแค้นมาก คุณแม่ของนายแพทย์วิลเลียม ออสเลอร์ ผู้ก่อตั้งสถาบันจอห์น ฮอปกินส์ก็ทำ ตอนเด็กอ่านไบเบิลเป็นอาหารว่าง คุณแม่ผู้เขียนไม่ถึงกับบังคับแต่ซื้อเฉพาะหนังสือวรรณคดีเล่มหนาเตอะลด50%จากงานกาชาดให้อ่านตั้งแต่อยู่ประถม ทั้งที่คุณแม่เองอ่านภาษาไทยไม่ออกเลย การอ่านหนังสือพยายามเลือกนวนิยาย novel ก่อนจะง่ายและได้ประโยชน์มาก พอเด็กติดความสุขและความดื่มด่ำกับการกำหนังสืออ่านหนังสือเสียแล้วก็สบายละ อย่างไรก็ตามการบังคับเด็กอ่านวรรณกรรม literature หนาๆให้จบ ควรทำมาก ผลลัพธ์ที่ได้เปลี่ยนคนมานักต่อนัก
คุณแม่ส่งรูปเด็กชาย8ขวบกำลังอ่านหนังสือ ผู้เขียนชวนให้ดูรูปประกอบนี้ ภาพที่เราเห็นคือลูกอ่านหนังสือ ภาพที่เราไม่เห็นคือแขนงประสาทที่ยืดยาวออกไปแตะกันเป็นร่างแหทุกทิศทาง เหมือนเวลาดูเด็กเล่นสนุกในสนามคลุกดินคลุกทราย วงจรประสาทเหล่านี้ฝังอยู่ใต้ดิน เป็นฐาน เป็นรากแก้ว ของลูกๆสำหรับอนาคต
คุณแม่ท่านนี้อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เกิด วันนี้8ขวบอ่านวันละ25นาที เส้นประสาทยืดยาวทุกวินาที สัญญาณประสาทวิ่งพล่านตลอดเวลา คิดว่า25นาทีต่อวันจะกระจุยกระจายเพียงใด อย่างไรอนาคตระยะยาวก็ดีกว่าครับ
วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559
10 มหาเศรษฐีหนุ่มสาวของโลก ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี
บิสซิเนส อินไซเดอร์ รายงาน อันดับ 10 มหาเศรษฐีโลกที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี อ้างอิงจากรายได้สุทธิ ปี 2015 โดยอ้างอิงข้อมูลจากจัดอันดับของ forbes ประจำปี 2015
ก่อนที่จะไปดูว่ามีใครกันบ้าง ต้องโน๊ตไว้ด้วยว่า บรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้มีอยู่ 2 ประเภท
ประเภทแรก คือ
เป็นลูกหลานเศรษฐีวงการอสังหาริมทรัพย์ หรือลูกหลานบริษัทค้าปลีกแห่งใหญ่ๆ
อย่างเช่น H&M
และประเภทที่สองคือ
พวกที่รวยอย่างรวดเร็วด้วยการทำธุรกิจสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างรวด
เร็ว อย่าง เฟซบุ๊ค แอร์บีเอ็นบี (Airbnb) หรือ ธีเรนอส (Theranos)
- แน่นอนว่า หลายๆ คนคงพอรู้ว่า อันดับที่ 1 คือ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก วัย 31 ปี ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน ซีอีโอ Facebook ซึ่งมีรายได้ 45.3 พันล้านดอลลาร์
- อันดับที่ 2 ดัสติน มอสโกวิตซ์ วัย 31 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท Asana บริษัทซอฟต์แวร์ รายได้ 9.3 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
- อันดับที่ 3 อีดัวร์โด ลูดิซ ซาเวอริน วัย 33 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท Velos Partner กองทุนลงทุนหุ้น รายได้ 6.3 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
- อันดับที่ 4 หยาง ฮุยหยาน วัย 34 ปี รองประธานและบอร์ดบริหาร บ.เคาน์ตี้ การ์เดน โฮลดิ้ง บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายได้ 5.2 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
- อันดับที่ 5 สก็อตต์ แดเนียล ดันแคน วัย 32 ปี ผู้อำนวยการมูลนิธิครอบครัวแดน แอล ดันแคน รายได้ 5 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
- อันดับ 6 อลิซาเบธ โฮล์มส วัย 31 ปี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท Theranos รายได้ 4.5 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
- อันดับ 7 นาธาน เบิลชาร์กซกี วัย 32 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารเทคโนโลยี CTO บริษัท Airbnb รายได้ 3.3 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
- อันดับ 8 ไบรอัน เชสกี วัย 34 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท Airbnb รายได้ 3.3 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
- อันดับ 9 โจ เกบเบีย วัย 34 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารฝ่ายบุคคล บริษัท Airbnb รายได้ 3.3 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
- อันดับ 10 โธมัส เพอร์สสัน วัย 30 ปี ซีอีโอและผู้ร่วมเป็นเจ้าของ บริษัท Aspen Rights และ Aspen Film รายได้ 2.9 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
5 วิธีรวยล้นฟ้า ของบรรดามหาเศรษฐี
มันมีความลับบางอย่างที่บรรดา
เหล่าเศรษฐีมีวิธีคิดและนิสัยที่แตกต่างจากคนทั่วไป
วิธีคิดและนิสัยเหล่านี้จะแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อพวกเขาพูดหรือ
คิดเกี่ยวกับการเงินของพวกเขา
เคยไหม ที่เวลาเดินผ่านร้านขายเสื้อผ้าแล้วคุณจะหยุดซื้อ?เคยไหม ที่เวลาเข้าเว็บไซต์Amazonแล้วคุณก็จะต้องอยากได้ของต่าง ๆ มากมาย?เป็นเรื่องปกติที่คนเราส่วนใหญ่จะอดใจไม่ไหวแล้วซื้อของที่อยากได้ใน ที่สุด แต่บรรดาเศรษฐีเขามีความสามารถในการยับยั้งชั่งใจได้ดีกว่าคนทั่วไป รวมถึงความสามารถในการชะลอความพึงพอใจนั้นออกไปก่อนค่ะ
2.รู้ความแตกต่างระหว่างความอยากได้และความจำเป็น
เหล่าเศรษฐีนั้นทราบดี ถึงข้อแตกต่างระหว่างความอยากได้และความจำเป็น เราทุกคนนั้นย่อมมีช่วงเวลาที่เราต้องการบ้านหลังใหม่,รองเท้าคู่ใหม่ หรือโรงจอดรถ แต่พวกเขาไม่เคยถามตัวเองว่า สิ่งที่พวกเขาอยากได้เหล่านั้นมันจำเป็นหรือไม่?หรือเป็นแค่ความต้องการ เพียงชั่ววูบเท่านั้น
3.มุ่งเน้นไปที่ผลระยะยาว
บรรดาเศรษฐีมักคิดถึงอนาคตอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นคุณจะเห็นว่างานที่พวกเขาทำมักเป็นงานที่มั่นคง และมีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของพวกเขา แต่ถ้าหากคุณเห็นว่ามันยากที่จะทำงานตรงตามเป้าหมายของคุณ คุณอาจปรับเปลี่ยนแนวทางบางอย่าง อาจเพิ่มงานหรือลดงานลงไป แล้วทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับอนาคตของคุณ
4.มีรายได้จากหลายช่องทาง
เมื่อมีงานที่มั่นคง หรือสร้างฐานความมั่นคงให้กับตัวเองได้แล้ว เหล่าเศรษฐีเหล่านี้ก็จะมองหาวิธีทำเงินอื่น ๆ อีก เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน ถ้าถามว่าทำไมเขาต้องมองหาแหล่งรายได้จากที่อื่น ๆ ด้วย ก็เพราะว่าบรรดาเศรษฐีเขารู้ว่ารายได้หลักของพวกเขานั้นอาจมีวันต้องหมดไป หรือเกิดตกงานกะทันหันขึ้นมา ดังนั้น การที่เรามีรายได้จากหลายช่องทางก็ย่อมเป็นแผนสำรองที่ดีกว่านะคะ
5.ลงทุน
หลายคนสงสัยว่าทำไมคนรวยถึงมีเงินเหลือ และไม่เคยขาดแคลนทุนทรัพย์เลย คำตอบก็คือว่าพวกเขารู้จักวางแผนการใช้เงิน และรู้จักแบ่งรายได้เพื่อเอาไปใช้อย่างอื่นด้วย เช่น ได้เงินเดือนมา พวกเขาจะหัก5%เพื่อเป็นเงินเก็บหลังเกษียณอายุ การทำเช่นนี้จะทำให้พวกเขามีเงินใช้หลังเกษียณได้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องมานั่งเครียดตอนหลังเกษียณว่าทำไมเราไม่มีเงินใช้!
หากใครอยากเป็นเศรษฐีกับเขาบ้าง ก้ลองทำตามวิธีทั้ง5ข้างบนดูสิคะ แล้วคุณจะรู้ว่าการที่เราจะเป็นเศรษฐีได้นั้นมันไม่ยากเลยค่ะ
CR: posttoday.com
วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559
แนวคิดสะท้อนจากรองเท้าคู่หนึ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง ไนกี้อาจจะสามพันกว่า อาดิดาสอาจจะสองพันกว่า พูม่า
อาจจะพันห้า ดังนั้น แหล่งกำเนิดหรือเอกลักษณ์ สำคัญยิ่ง
อาจจะพันห้า ดังนั้น แหล่งกำเนิดหรือเอกลักษณ์ สำคัญยิ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง ที่ขายอยู่แบกะดิน เพียงไม่กี่ร้อย แต่เมื่ออยู่ในห้างสรรพสิน
ค้า ร้านค้า ก็จะเพิ่มไปจนถึงหลายพัน แม้กระทั่งหลายหมื่น ดังนั้น เราอยู่
ณ. สถานที่ใด สำคัญยิ่ง
ค้า ร้านค้า ก็จะเพิ่มไปจนถึงหลายพัน แม้กระทั่งหลายหมื่น ดังนั้น เราอยู่
ณ. สถานที่ใด สำคัญยิ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง ต้องเหมาะกับเท้า อีกทั้งความพึงพอใจจึงสามารถขายออก
ไปได้ ดังนั้นการสื่อสารทำความเข้าใจจึงสำคัญฃยิ่ง รองเท้าคู่หนึ่งหาย
ไปข้างหนึ่ง ก็จะไร้ค่าไม่มีราคา ดังนั้น อีกครึ่งหนึ่งจึงสำคัญยิ่ง
ไปได้ ดังนั้นการสื่อสารทำความเข้าใจจึงสำคัญฃยิ่ง รองเท้าคู่หนึ่งหาย
ไปข้างหนึ่ง ก็จะไร้ค่าไม่มีราคา ดังนั้น อีกครึ่งหนึ่งจึงสำคัญยิ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง รูปแบบทรงโบราณ ล้วนจะราคาถูก ดังนั้นปรับปรุงเพิ่มเติม
ความรู้ให้แก่ตนเอง จึงสำคัญยิ่ง
ความรู้ให้แก่ตนเอง จึงสำคัญยิ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง เก็บไว้ในสต๊อกนานแรมปีหรือหลายๆปี ได้แต่ลดราคาลง
จึงจะขายได้ ดังนั้น ฉกฉวยโอกาสและเวลาที่จะแต่งงาน จึงสำคัญยิ่ง
จึงจะขายได้ ดังนั้น ฉกฉวยโอกาสและเวลาที่จะแต่งงาน จึงสำคัญยิ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง บางคนสวมใส่ 3-5 ปี ยังเหมือนใหม่ บางคนสวมใส่ไม่ถึงปี
ก็ขาดแล้ว ดังนั้น มีเจ้านายหัวหน้างานที่ยอดเยี่ยม จึงสำคัญยิ่ง
ก็ขาดแล้ว ดังนั้น มีเจ้านายหัวหน้างานที่ยอดเยี่ยม จึงสำคัญยิ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง ไม่ว่ารูปแบบใหม่ทันสมัยเพียงใด ผ่านการสวมใส่ย่อมต้อง
เก่า ดังนั้น ทะนุถนอมหวงแหนจึงสำคัญยิ่ง
เก่า ดังนั้น ทะนุถนอมหวงแหนจึงสำคัญยิ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง ไม่ว่าแหล่งกำเนิดอยู่ที่ใด สามารถเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน
หาได้ยากยิ่ง ดังนั้น บุญวาสนาบุพเพสันนิวาสจึงสำคัญยิ่ง
หาได้ยากยิ่ง ดังนั้น บุญวาสนาบุพเพสันนิวาสจึงสำคัญยิ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง ไม่ว่าออกแบบให้สมบูรณ์งดงามเพียงใด ล้วนสามารถหา
จุดตำหนิเล็กๆได้ ดังนั้น การให้อภัยจึงสำคัญยิ่ง
จุดตำหนิเล็กๆได้ ดังนั้น การให้อภัยจึงสำคัญยิ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง ไม่ว่าบรรจุหีบห่อยอดเยี่ยมเพียงใด สวมใส่ไม่คงทนก็หา
ดีไม่มี การจับคู่เท่ากับสูญเปล่า ดังนั้นความรู้สึกของจิตใจที่อยู่ภายในจึง
สำคัญยิ่ง
ดีไม่มี การจับคู่เท่ากับสูญเปล่า ดังนั้นความรู้สึกของจิตใจที่อยู่ภายในจึง
สำคัญยิ่ง
รองเท่าคู่หนึ่ง ไม่ว่าราคาจะสูงเพียงใด ไม่เหมาะกับเท้าก็ไร้ความหมาย
ดังนั้น ความเหมาะสมลงตัวจึงสำคัญยิ่ง
ดังนั้น ความเหมาะสมลงตัวจึงสำคัญยิ่ง
รองเท้าคู่หนึ่ง ไม่ว่าการประเมินวิจารณ์ว่าดีเพียงใด ล้วนต้องทดลองด้วย
ตนเอง จึงสามารถที่จะรับรู้ได้ ดังนั้นการอยู่ร่วมกันจึงสำคัญยิ่ง
ตนเอง จึงสามารถที่จะรับรู้ได้ ดังนั้นการอยู่ร่วมกันจึงสำคัญยิ่ง
FB: Niwat Rungvicha
วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559
12 วิธีทำลาย..ชีวิตลูกด้วยมือของท่าน
1. นำความฝันของตนเองมาตั้งเป้าหมายให้ลูก จนบางครั้งลืมมองไปว่า ” ความฝันของลูก คืออะไร ”
(ถ้าความฝันลูก เหมือนกับความฝันของเรา…ก็สนับสนุนกันให้สุดๆ ไปเลย)
(ถ้าความฝันลูก เหมือนกับความฝันของเรา…ก็สนับสนุนกันให้สุดๆ ไปเลย)
2. เปรียบเทียบลูกของท่านกับลูกของคนอื่นเสมอ…ทั้งที่จริงๆแล้ว…เด็กทุกคนมีดีในตัวของตัวเอง…
3. การสร้างแรงกดดันในการเรียนและยัดเยียดห้องเรียนอัจฉริยะให้…
4. ปกป้องลูกจากอุปสรรคและปัญหาทุกอย่างในชีวิต (ประมาณว่าแม่ทำให้ ) โดยลืมไปว่าพ่อแม่มีอายุไม่ถึง 200 ปี
5. ขโมยเวลาที่มีค่าในการเรียนรู้ชีวิตของลูก เพื่อไปเรียนกวดวิชาอย่างบ้าคลั่ง โดยเชื่อว่าจะสามารถสร้างอนาคตให้ลูกได้…
6. มองสิ่งที่ลูกชอบหรือถนัด…เป็นสิ่งที่ไร้สาระ…ไม่มีคุณค่า…
7. มีความเชื่อว่า การทำทุกอย่างให้เข้าโรงเรียนดังๆ จะทำให้ลูกมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนอื่น…
8. ตีกรอบความคิด…ว่า…อาชีพ ” หมอ วิศวะ ทหาร ตำรวจ ครู และอาชีพยอดนิยม คืออาชีพที่ดีที่สุด และประสบความสำเร็จมากที่สุดถ้าได้เป็น จนลืมมองอาชีพในโลกว่ายังมีอาชีพอื่นอีกมากที่สามารถประสบความสำเร็จได้ ( เด็กไทยหลายๆคนพิสูจน์ได้ว่าเรียนไม่จบ ป.4 ก็ประสบความสำเร็จได้ )
9. เข้าใจว่า เกรดเฉลี่ยและผลการเรียน คือใบเบิกทางสู่ความสำเร็จในการทำงาน แต่จริงๆ แล้ว…ความสำเร็จวัดจากทักษะ ในการทำงานจริงๆ ต่างหาก…ต่อให้ได้เกียรตินิยม…ทำงานไปหกเดือนแล้วผลงานห่วย เข้ากับใครไม่ได้ เห็นแก่ตัว เค้าก็ไม่จ้างครับ…ชีวิตจริงในการทำงานมันมีอะไรมากกว่าเกรด เรื่องนี้ ท่านก็รู้อยู่แก่ใจ….
10.เชื่อเสมอว่าสิ่งที่ลูกทำถูกต้องที่สุด.. ทุกคนที่มีปัญหากับลูกเลวหมด…ให้ท้ายลูก…
11.สร้างค่านิยมว่าความสำเร็จในชีวิต วัดที่การยกระดับฐานะทางการเงิน โดยไม่สอนให้ลูกยกระดับจิตใจ คุณธรรม เสียสละ และแบ่งปัน…
12.เชื่อว่า ลูกคือหน้าตาของพ่อแม่… พ่อแม่จะรู้สึกภาคภูมิใจ เมื่อลูกของตนดีกว่าลูกของคนอื่น...
ชีวิตเป็นของลูก…ความฝันเป็นของลูก…มิใช่ของเรา..
โดย ครูนพพร อินสว่าง…ร.ต.อ.นนทกร เตียวตระกูล
ภาพ : http://women.mthai.com/app/uploads/2013/11/tabooword.jpg
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
