มีคุณแม่ท่านหนึ่งปรารภว่าอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เกิด ลูกอายุ8ขวบแล้วก็ไม่ได้รักการอ่าน ต้องจ้างอ่านด้วยเกมบ้าง รางวัลบ้าง อ่าน10เล่มได้อะไร อ่านหมดชุดได้อะไร บังคับให้อ่านวันละ25นาที ไม่รู้ว่าดีมั้ย?
คำถามดีมากๆ ถือโอกาสชวนคุยเพิ่มเติมหลายๆประเด็นนอกเหนือจากที่คุณแม่ปรารภมา
1.เราอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนมิใช่เพื่อให้ลูกฉลาด ความฉลาดเป็นผลพลอยได้ จะฉลาดหรือไม่ฉลาดยังขึ้นกับการอ่านอย่างหลากหลายในเวลาต่อมาอีกหลายปี มิใช่อ่านหนังสืออยู่ประเภทเดียว อย่าลืมว่าความฉลาดไม่ได้ขึ้นกับความรู้มาก แต่ขึ้นกับความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลมาก อ่านหลากหลายมากกว่ายิ่งเชื่อมโยงได้มากกว่า
2.เราอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนมิใช่เพื่อให้เป็นคนรักการอ่าน รักการอ่านเป็นผลพลอยได้ ส่วนใหญ่จะได้ แต่พบว่าหลายคนไม่เป็น ลูกของคุณมิใช่คนแรก หลายครั้งที่เราเตรียมลูกอย่างดีไปจากบ้าน แต่ รร หรือสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น ไอที กลับทำลายเสีย
3.ทุกเรื่องมีข้อยกเว้น แต่ว่าที่เราทำสิ่งที่ดีวันนี้เพื่อเป็นรากฐาน เพื่อเป็นรากแก้ว เพื่อผลลัพธ์ระยะยาว มิใช่ระยะสั้น ระยะสั้นมีข้อยกเว้นบ่อยเห็นชัด ผลลัพธ์ระยะยาวยังไม่เห็นยังมาไม่ถึง เรื่องอ่านหนังสือก่อนนอนตั้งแต่เล็กๆนี้อย่างไรผลลัพธ์ระยะยาวก็ดีกว่าบ้านที่ไม่ทำ
4.เวลาพวกเราพ่อแม่เห็นว่าทำอะไรไปแล้วไม่เห็นจะดีเลย อาจจะต้องคิดด้วยว่าถ้าไม่ทำเลย จะหนักหนาสาหัสกว่านี้ ควรคิดเสมอว่าสำหรับเด็กคนนี้ได้เท่านี้ถือว่าดีแล้ว อย่าลืมเรื่องเด็กเกิดมาไม่เท่ากัน เราไม่เทียบลูกของเรากับใคร ค่อยๆดูต่อไปยาวๆ รับรองว่าอย่างไรก็จะดีครับ
5.เราเชียร์ให้อ่านหนังสือก่อนนอน ที่เราอยากได้มากที่สุดและรับรองว่าได้แน่(ในระยะยาว)คือ สายสัมพันธ์ หรือ attachment ดังที่เขียนไว้เสมอมา ตอนผู้เขียนเพิ่งจบแพทย์ อายุไม่มาก ไม่อาจเชื่อตำราและพูดได้ด้วยความมั่นใจ เมื่อผ่านมา30ปี เห็นผลลัพธ์ของหลายบ้านซ้ำแล้วซ้ำอีก รับรองได้ว่าอ่านหนังสือก่อนนอนทุกคืนได้สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยืนยาวแน่ๆ
เพจนี้เขียนหลายเรื่องเพื่อให้พ่อแม่ทำ ทำแล้วเท่ากับป้องกันมิให้มีเรื่องนอกลู่นอกทางในอนาคตมากจนเกินไป ต่อให้แหกโค้งกันบ้างตอนวัยรุ่นก็ธรรมดา เดี๋ยวก็กลับมา การเล่นอย่างอิสระในสนามและการอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนเป็น2วิธีที่ง่ายที่สุดและกำไรหลายเท่าตัวในภายหน้า เสียดายแทนถ้าไม่ทำ เอาเวลาไปเขี่ยแท็บเล็ตก่อนวัยอันควรหรือเข้า รร ก่อนวัยอันควรเสียหมด
ระยะหลังพบการว่าจ้างให้เด็กทำอะไรบางอย่างแลกกับการเล่นเกมบ่อยๆ เช่น เรียนว่ายน้ำแลกชั่วโมงเล่นเกม เรียนดนตรีแลกชั่วโมงเล่นเกม ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ ที่พอจะชี้ให้เห็นได้คือเรื่อง Free Will คือเจตจำนงเสรี เราอยากให้เด็กๆมีเจตจำนงเสรีอยากทำอะไรด้วยตนเองมากกว่าการว่าจ้าง เป็นเรื่อง reward จะได้ต่อเมื่อเขาค้นพบว่าตนเองชอบอะไรจริงๆ
การจัดสภาพแวดล้อมไปจนถึงบังคับเด็กอ่านหนังสือ เป็นเรื่องควรทำ (ถ้าบังคับกันได้อะนะ) คุณแม่ท่านนี้เก่งมากและเชื่อว่าท่านไม่ได้บังคับหรอก ใช้กลยุทธอื่นมากกว่า ถ้าจำไม่ผิดแม่ของคุณหมอเบน คาร์สันที่สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอนนี้ก็ทำ วัยเด็กแร้นแค้นมาก คุณแม่ของนายแพทย์วิลเลียม ออสเลอร์ ผู้ก่อตั้งสถาบันจอห์น ฮอปกินส์ก็ทำ ตอนเด็กอ่านไบเบิลเป็นอาหารว่าง คุณแม่ผู้เขียนไม่ถึงกับบังคับแต่ซื้อเฉพาะหนังสือวรรณคดีเล่มหนาเตอะลด50%จากงานกาชาดให้อ่านตั้งแต่อยู่ประถม ทั้งที่คุณแม่เองอ่านภาษาไทยไม่ออกเลย การอ่านหนังสือพยายามเลือกนวนิยาย novel ก่อนจะง่ายและได้ประโยชน์มาก พอเด็กติดความสุขและความดื่มด่ำกับการกำหนังสืออ่านหนังสือเสียแล้วก็สบายละ อย่างไรก็ตามการบังคับเด็กอ่านวรรณกรรม literature หนาๆให้จบ ควรทำมาก ผลลัพธ์ที่ได้เปลี่ยนคนมานักต่อนัก
คุณแม่ส่งรูปเด็กชาย8ขวบกำลังอ่านหนังสือ ผู้เขียนชวนให้ดูรูปประกอบนี้ ภาพที่เราเห็นคือลูกอ่านหนังสือ ภาพที่เราไม่เห็นคือแขนงประสาทที่ยืดยาวออกไปแตะกันเป็นร่างแหทุกทิศทาง เหมือนเวลาดูเด็กเล่นสนุกในสนามคลุกดินคลุกทราย วงจรประสาทเหล่านี้ฝังอยู่ใต้ดิน เป็นฐาน เป็นรากแก้ว ของลูกๆสำหรับอนาคต
คุณแม่ท่านนี้อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เกิด วันนี้8ขวบอ่านวันละ25นาที เส้นประสาทยืดยาวทุกวินาที สัญญาณประสาทวิ่งพล่านตลอดเวลา คิดว่า25นาทีต่อวันจะกระจุยกระจายเพียงใด อย่างไรอนาคตระยะยาวก็ดีกว่าครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น