วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เราต่างเป็นพ่อแม่...แค่ชั่วคราว

เพราะเราต่างเป็นพ่อแม่...แค่ชั่วคราว

1. อย่าเลี้ยงลูกแบบประคบประหงมทำให้ทุกอย่าง
เพราะเราอยู่ช่วยเค้าไปไม่ได้ตลอดชีวิต ใช้ทุกเวลานาทีที่มีอยู่ ช่วยให้ลูกมีศักยภาพที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ได้เพราะมีพ่อแม่เป็นที่พึ่ง

2. อย่าเอาความฝันเราไปใส่ในฝันลูก
อย่าคอยบงการกำหนดชีวิตลูกให้เป็นอย่างใจ เพราะสุดท้ายคนที่จะอยู่กับสิ่งที่เลือกไปตลอดชีวิต คือ ลูก...ไม่ใช่เรา "ชีวิตเป็นของลูก"

3. อย่าเสียเวลาไปกับความโกรธเคืองเกลียดชัง ผิดหวัง เบื่อหน้า
อย่าบ่มเพาะความรู้สึกลบๆ เพราะชั่วคราวนั้นแสนสั้น และอาจมีความหมายยาวไปไม่ถึง...แม้วันพรุ่งนี้

4. อย่าทุ่มเทเงินทอง ทรัพย์สิน ทุกสิ่งอย่างในชีวิตจนหมดสิ้น
เพียงเพื่อแลกกับการเติบโตที่ "งดงามที่สุด" ของลูก บทบาทของพ่อแม่จะลดหลั่นตามกาลเวลา อย่าให้วันข้างหน้า ลูกต้องคอยลำบากช่วยเหลือเรา...ที่ไม่เหลืออะไรเลย

5. อย่ากลัว "การสูญเสีย"
จนต้องกอดลูกจนรัดแน่น ควรฝึกใจให้มีการปล่อยวาง เพราะสุดท้าย ถึงแม้จะรักมากแค่ไหน ก็ไม่มีชีวิตใคร...ที่เป็นของเรา เราต่างเป็นความสัมพันธ์แบบชั่วคราวของกันและกัน

6. อย่าลืม "ดูแลตัวเองให้ดี"
เพราะนี่คือพรอันวิเศษ ที่จะทำให้เรามีเวลาชั่วคราวกับลูกได้ยาวนานขึ้น

7. ใช้เวลาไปกับเรื่องดีๆ และใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่า
เพราะสุดท้าย สิ่งที่เราจะเหลือทิ้งไว้ให้กับลูกในฐานะพ่อแม่...ก็แค่ "ความทรงจำ"
เลือกสร้างความทรงจำดีๆ ที่จะมีความหมายในการเติบโตทางใจของลูกไปตลอดชีวิต

รักลูก...ท่องไว้ เราต่างเป็นพ่อแม่ "แค่ชั่วคราว"


‪#‎หมอโอ๋ FB: เลี้ยงลูกนอกบ้าน‬
ผู้พบหลักการคิดนี้จากการมีลูก ซึ่งพบว่าทำให้เราใช้สติในการเลี้ยงลูกมากขึ้น

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

3 ประโยคทองท่องไว้คุยกับลูกวัยรุ่น

3 ประโยคทอง ท่องไว้คุยกับลูกวัยรุ่น (จริงๆก็ใช้ได้ตั้งแต่วัยเด็ก)

พอลูกเข้าวัยรุ่น พ่อแม่หลายคน พบว่าเราเริ่มคุยกับลูก "ไม่รู้เรื่อง"

มีอะไรลูกก็ไม่เห็นมาเล่า
คุยกับลูกทีไร บทสนทนาก็นับวันยิ่งสั้นลง

จนสุดท้ายกลายเป็นต่างคนต่างอยู่กับโลกของตัวเอง

ในฐานะหมอที่ดูแลวัยรุ่น หมอพบว่าวัยรุ่นเองก็มีปัญหา "ขี้เกียจคุยกับพ่อแม่"

เพราะหลายครั้งพูดไปก็ไม่เห็นจะช่วยอะไรให้ดีขึ้น แถมบางทียิ่งทำให้รู้สึกเซ็ง ที่แย่กว่านั้นอาจจัดการอะไรให้เลวร้ายไปกว่าเดิม

"พ่อวันนี้ผมโดนเพื่อนแกล้งด้วย"
"เราไปทำอะไรเค้าล่ะ เค้าถึงแกล้งเอา"
เงียบ...จบบทสนทนา

"แม่เทอมนี้ผมได้เกรดน้อยกว่าเดิมอีก"
"เห็นมั้ย แม่บอกแล้วว่าอย่าขี้เกียจ ต่อไปนี้ห้ามแตะเกมส์อีกเด็ดขาดเลยนะ"
บทสนทนาจบด้วยลูกสะบัดหน้าไปด้วยความขุ่นมัว

...............................

ในฐานะหมอที่ดูแลวัยรุ่น พ่อแม่มักมีคำถาม
 "พูดยังไงให้ลูกฟัง?"

แต่วันนี้หมอมีคำแนะนำ ที่อยากให้พ่อแม่เริ่มต้นจาก "ฟังยังไงให้ลูกพูด" มาแนะนำกันค่ะ

โดยเริ่มจาก 3 ประโยคที่ต้องท่องไว้

1. "แม่เข้าใจเลยจ้ะ"

การสบตาลูก บอกประโยคแสดงความเข้าใจ ไถ่ถามความรู้สึก "แล้วลูกรู้สึกยังไง?" "อืม แม่เข้าใจเลย" เป็นสิ่งที่แสดงให้ลูกรู้ว่า คนตรงหน้ากำลังตั้งใจ "ใช้หัวใจฟัง"

2. "แล้วลูกคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี"

ไม่ต้องรีบแนะนำให้ทำนั่นทำนี่สิ วัยรุ่นต้องการเป็นผู้ใหญ่ ไม่ชอบให้ใครมาคอยพร่ำสอน การถามให้ลูกคิด เป็นการให้เกียรติ ว่าเค้าโตพอที่จะ "คิดได้ ทำได้" และทำให้ลูกรับรู้ว่า "ปัญหาเป็นของลูก" ที่ลูกต้องรู้จักลองคิดแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้ลูกเก่งและแกร่งขึ้น

ถ้าวิธีที่ลูกแก้ปัญหาดูใช้ได้ ก็รีบชื่นชมลูกไป เพื่อให้ลูกมีความมั่นใจและมีความนับถือตัวเองที่ดี

แต่ถ้ามีอะไรที่ไม่ใช่ เราก็เสนอความคิดเราได้ระหว่างการพูดคุย "พ่อว่าที่ลูกคิดนี่ก็ดีนะ แต่เป็นพ่อพ่ออาจจะทำ....เพิ่มขึ้นด้วย"

3. "มีอะไรอยากให้แม่ช่วยมั้ย"

แทนที่จะคอยบอกว่าต้องทำยังไง ให้ถามลูกว่า มีอะไรอยากให้เราช่วยหรือเปล่า เพราะการมาพูดคุยกับพ่อแม่หลายครั้งลูกไม่ได้ต้องการคนมาช่วยเหลือ
แต่การทำให้ลูกรู้ว่ามีคนๆหนี่งอยู่ตรงนี้ ที่พร้อมจะช่วยลูกเสมอ ก็เพียงพอที่จะทำให้ลูกรู้สึกดีและมีกำลังใจ

ลองอ่านบทสนาทนาข้างล่างนี้ดูนะคะ

"พ่อ วันนี้ผมโดนเพื่อนแกล้งด้วย"
"แย่จังเลยลูก เกิดอะไรขึ้นเล่าให้พ่อฟังได้มั้ย"

"ก็......บลาๆๆๆ นั่นแหละพ่อ"
"อืม พ่อเข้าใจเลย ที่ลูกจะรู้สึกโกรธมาก"

"แล้วลูกคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี"
"ก็ถ้าทนไม่ไหวอาจจะไปบอกครู"
"อืม ดีมากเลยนะ ที่ลูกไม่ใช้กำลังสู้กลับไป พ่อภูมิใจมากเลย ที่ลูกรู้จักแก้ปัญหา"

"แล้วมีอะไรอยากให้พ่อช่วยมั้ย"
"ไม่เป็นไรพ่อ แค่ได้พูดให้พ่อฟังก็สบายใจละ"

ในชีวิตจริงมันอาจจะไม่ได้ดูง่ายเหมือนในบทสนทนา แต่หมอเชื่อว่า ถ้าพ่อแม่ฝึกทักษะเหล่านี้ในการที่จะพูดคุยกับลูกไว้

เราจะคุยกับลูกได้...ง่ายขึ้นจริงๆ

รักลูก... "ฟัง" ลูกพูด ก่อนจะ "พูด" ให้ลูกฟังนะคะ
เชื่อหมอค่ะ "เป็นผู้ฟังที่ดี" จะทำให้เราเป็นคนที่น่าคุยด้วยขึ้นอีกเยอะเลย






#หมอโอ๋ FB: เลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้พบว่าจริงๆประโยคเหล่านี้ก็ใช้ได้ดีแม้กับเด็กเล็กๆ

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กอดก่อนสอนที่หลัง

หมอได้เรียนรู้เทคนิคอันนึงในการจัดการกับพฤติกรรมอันน่าเวียนหัวของลูกที่อยากจะนำมาแบ่งปันกันค่ะ

ตอนนี้ลูกสาวเข้าใกล้สองขวบ ขณะเดินทางมาต่างประเทศ ก็เริ่มเกิดอาการงอแงทดสอบแม่เป็นระยะๆ

ล่าสุดก็ไม่ยอมอาบน้ำ ทั้งหลอกล่อ ให้ทางเลือก อะไรก็ไม่เอาทั้งนั้น ร้องไห้โวยวาย"หนูไม่อาบน้ำๆๆๆ"

หมอซึ่งกำลังรีบเพราะเกรงใจคนอื่นๆ ที่รออยู่นาน จึงเริ่มมีอารมณ์ และเริ่มหลุดคำพูดเชิงลบ
"ทำไมคุยกันไม่รู้เรื่องเลยลูก ไม่น่ารักเลย"
"ถ้าหนูไม่อาบน้ำก็ไม่ต้องไป แม่จะทิ้งไว้ที่โรงแรมละนะ"
"ถ้าเป็นอย่างนี้วันหลังแม่ไม่พามาเที่ยวด้วยแล้ว"

ผลก็คือลูกสาวยิ่งร้องไห้หนัก โวยวายกว่าเดิม
"ไม่เอาๆๆแม่ไม่ทิ้งหนูๆๆๆ"
จากเรื่องไม่ยอมอาบน้ำ ตอนนี้กลับร้องไห้โวยวาย...กลายมาเป็นเรื่องใหม่

โชคดีที่หมอตั้งสติได้เร็ว เลยรู้ว่ากำลังทำสิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่
พอตั้งสติ "สงบอารมณ์" ตัวเองได้ จึงแปลงร่างจากนางมารกลายเป็นนางฟ้า55
สิ่งที่ทำเป็นอันดับแรก...

"เข้าไปกอดลูก"

หมอกอดลูกแน่นๆ พร้อมบอกว่า
"แม่ขอโทษนะที่แม่พูดกับหนูไม่ดีเลย แม่ขอโทษจริงๆจ้ะ"
"แม่รู้ว่าหนูคงไม่อยากอาบน้ำใช่มั้ยลูก กำลังเล่นสนุกอยู่เลย"
"หนูไม่อาบน้ำ!"
เสียงพูดปนเสียงสะอื้นแต่โวยวายน้อยลง
"แต่เราต้องไปข้างนอกกันแล้วลูก แม่รู้ว่าหนูก็คงอยากไปด้วยกันใช่มั้ยจ๊ะ"
"แม่รู้ว่าหนูพูดรู้เรื่อง หนูเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราอาบน้ำกันนะลูก ว่าแต่หนูจะถอดกางเกงเอง หรือให้แม่ถอดให้ดีน้า"
ยังไม่มีคำตอบ มีแต่เสียงสะอื้นเบาๆ
"เอ แต่หนูถอดกางเกงได้เก่งแล้วนี่ลูก ไหนถอดกางเกงให้แม่ดูหน่อยสิจ๊ะ"

เท่านั้นเองค่ะ จากเด็กหญิงที่กำลังเหวี่ยงวีนก็สงบเสียงสะอื้น ถอดกางเกงให้ดู และจูงมือหมอเดินไปที่อาบน้ำ "หม่ามี้อาบน้ำให้เบเน่หน่อย"

หมอคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่สอนอะไรหมอพอสมควร..
ลูกกำลังรู้สึกเศร้า สิ้นหวัง เสียใจ (ที่ต้องเลิกเล่นและไปอาบน้ำที่ไม่อยากอาบ) หมอใช้คำพูดที่ยิ่งตอกย้ำว่าเค้าช่างน่าสิ้นหวัง ทำไมทำตัวแย่อย่างนี้... ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เค้ารู้สึกแย่กว่าเดิม เลยยิ่งฟูมฟายเสียใจ แถมคราวนี้เป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องเดิม

โชคดีที่หมอมีสติ มองหาว่าลูกรู้สึกอย่างไร
เค้ากำลังเศร้า สิ้นหวัง...หมอบอกเค้าว่า"แม่เข้าใจ"
เค้ากำลังไม่อยากทำ...หมอบอกเค้าว่า"ต้องทำเพราะอะไร"
เค้ากำลังรู้สึกไม่พร้อม...หมอบอกเค้าว่า"เค้าทำได้" เค้าเก่งพอและมีความสามารถ

ที่สำคัญ...
หมอกอดลูกเพื่อให้ลูกสงบลง
หมอกอดลูก ให้ลูกรับรู้ว่าหมอทำด้วยความรัก
หมอกอดลูกเพราะการกอดลูกทำให้ตัวหมอเองก็"สงบได้"
ทึ่สำคัญการกอดลูกทำให้หมอรับรู้ว่า"เรารักเค้าแค่ไหน"
รักมากพอ...ที่จะไม่ทำร้ายกัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
และนั่นทำให้หมอเลือกวิธีการ "พูดกันดีๆ"

สิ่งมหัศจรรย์ที่หมอไดัพบนอกจากการให้ความร่วมมือที่ดีขึ้นของลูก ก็คือหลังเหตุการณ์ผ่านไปเกือบสิบกว่านาที อยู่ๆ เด็กหญิงวัยขวบกว่าก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า
"เบเน่ขอโทษมามี้"
"เบเน่ขอโทษมามี้เรื่องอะไรลูก"
"ที่เบเน่งอแงไม่ยอมอาบน้ำ"
^______^

หมอเชื่อว่าเมื่อเราแสดงความนับถือในตัวลูก
ลูกก็จะนับถือในตัวเรา
เมื่อเราเคารพในตัวตนของลูก
ลูกก็จะเคารพในตัวตนของเรา
และเค้าก็จะ "นับถือและเคารพตัวเอง"

หมอเลยกอดลูกอีกหลายครั้ง (คราวนี้ด้วยความปลื้มปริ่มใจ) และสอนลูกว่า "แม่เข้าใจจ้ะ ว่าหนูคงกำลังอยากเล่นอยู่ แต่หนูเก่งมากเลยลูก ที่อดทนอาบน้ำจนเสร็จ เห็นมั้ย เราเลยได้ออกมาเที่ยวกันทันเวลา"
"ถ้าหนูเอาแต่งอแงร้องไห้ เราคงไม่ได้ออกมาดูน้ำพุเต้นระบำสวยๆ แบบนี้ แม่ดีใจที่ลูกของแม่เก่งมากเลย"

"เด็กๆก็ร้องไห้ได้... แต่ต้องไม่งอแง"
"เบเน่ไม่งอแงแล้วค่ะ"
ประโยคที่ออกมาจากปากลูกสาววัยขวบเก้าเดือน

รักลูก...กอดลูกก่อนจะสอนนะคะ
แล้วคุณจะพบว่าทั้งความรัก ความเป็นห่วง และสิ่งที่คุณอยากจะสื่อออกไป
...ลูกจะรับมันไปได้เต็มๆ

#หมอโอ๋ FB: เลี้ยงลูกนอกบ้าน

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ล้มเหลวแต่...ไม่ล้มเลิก

ล้มเหลวแต่...ไม่ล้มเลิก
================
ชายคนนี้เป็นลูกชาวนา เขาเสียแม่ไปตั้งแต่อายุ 9 ขวบ
เขามีโอกาสได้เรียนหนังสือในโรงเรียนเพียง 18 เดือนเท่านั้น
ชีวิตวัยเด็กลำบากมาก เพราะพ่อแม่ยากจน 
สิ่งที่ผลักดันนิสัยติดตัวของเขาคือรักการอ่าน อ่านหนังสือได้ทุกที่ 
เขายอมเดินเป็นระยะทางไกลๆ เพื่อไปขอยืมหนังสืออ่านเพียงแค่เล่มเดียว 
เขาเดินทางเป็นกิโลๆเพื่อจะได้นำหนังสือกลับบ้านมาอ่าน
เขาสนใจและศึกษาเกี่ยวกับทางด้านกฎหมาย เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม
เขามีความฝันที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา
เขาล้มเหลวไม่เป็นท่ากับการลงสมัครครั้งแรก และบอกกับตัวเองว่า สงสัยฉันจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นสิ่งนี้
เขาไปลงทุนค้าขายกับเพื่อน ผลที่ได้การค้าขาดทุนอย่างย่อยยับ เขาต้องอดทนลำบากใช้หนี้จากการค้าอยู่ถึง 17 ปี
เขาหลงรักหญิงสาวคนหนึ่ง...กำลังจะได้แต่งงาน แต่ในที่สุด หญิงสาวคนนั้นก็ตายจากไป
ชีวิตเขาแทบจะไม่มีอะไรเหลือ และไม่รู้จะอยู่ต่อไปอย่างไร
ในที่สุดเขาก็ยืนกรานที่จะทำในสิ่งที่เขาฝันอย่างเต็มเปี่ยม เขากลับมาลงสมัครับเลือกตั้งอีกครั้ง
เขาก็ยังคงล้มเหลวเหมือนเดิม...แต่เขาก็ไม่รู้สึกท้อ เขาล้มเหลวถึง 7 ครั้ง
ในที่สุดเขาก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี คนที่ 16 ของอเมริกา เขาได้ประกาศเลิกทาสในอเมริกา
เป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา.....
บทเรียนของความล้มเหลวที่ไม่ยอมล้มเลิก ย่อมนำมาสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จนได้
แล้วพวกเราหละ...พร้อมจะยืนกรานจนถึงวินาทีสุดท้ายเพื่อความสำเร็จแล้วหรือยัง
 FB: SuccesswithWhy

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผู้หญิงดีๆ ผู้ชายดีๆ

เขาไม่ได้บอกภรรยาว่าเขาตกงาน 
ทุกเช้า เขายังทำตัวเป็นปกติ หลังจากทานอาหารเช้าเขาก็ตรงเข้าไปหอมแก้มภรรยา
“ผมไปทำงานละนะ เย็นนี้เจอกัน”
“อย่าเถลไถลนะคุณ” ภรรยาหยอกเขาเหมือนเดิมทุกครั้ง
เขาวิ่งตามให้ทันรถเมล์ จากนั้นก็เดินเบียดผู้คนเข้าไปยืนบนรถ เมื่อผ่านไป 3 ป้าย เขาก็กดออดเพื่อลงจากรถ
เขาเดินไปนั่งที่ม้านั่ง ใบหน้าของเขาหม่นหมองและกังวล ถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า เขามองดูห่านที่กำลังแหวกว่ายเล่นกันอยู่ในบึง 
“ชีวิตของพวกนายน่าอิจฉา” เขาพึมพำออกไป
เขาผลัดเดินผลัดนั่งอยู่ในสวนจนเกือบค่ำ จากนั้นก็ลุกขึ้น ฝืนยิ้มและทำท่าทางแจ่มใสขึ้นมา
“เลิกงานแล้ว กลับบ้านได้” เขายืดตัวพร้อมกับกระชับกระเป๋าเอกสารจากนั้นก็จัดเสื้อกางเกงและเนคไทด์ให้เข้าที่เข้าทาง
“ติ๊กหน่อง” เขากดออดหน้าบ้านพร้อมตะโกนออกไปว่า
“ที่รัก ผมกลับมาแล้ว”
เขาทำอย่างนี้เป็นเวลาถึง 5 วันแล้ว
วันที่ 6 ของการตกงาน เขาตัดสินใจเดินเข้าไปของานจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างในแผนกผสมปูน ที่นี่แตกต่างจากงานบริษัทที่เขาเคยทำ มันมีทั้งฝุ่นทั้งละอองของปูน แต่เขาก็ต้องทำ เพราะไม่เช่นนั้นชีวิตต่อจากนี้ไปเขาและภรรยาจะกินอยู่อย่างไร? 
บ่ายวันแรกที่ทำงานที่นี่ เมื่อเขามองกระจกในห้องน้ำ เขาเหมือนคนที่ถูกถังผสมปูนหล่นทับ 
เนื้อตัวมอมแมมไปหมด
เมื่อถึงเวลาเลิกงาน เขารีบอาบน้ำที่บริษัทและเปลี่ยนชุดเป็นสูทเหมือนตอนที่ออกจากบ้านมา เดินออกจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างแบบไม่เหลือเค้าคนงานผสมปูนเมื่อกลางวันที่ผ่านมา
“ติ๊กหน่อง” เขากดออดหน้าบ้านพร้อมตะโกนออกไปว่า
“ที่รัก ผมกลับมาแล้ว”
ภรรยาของเขารีบวิ่งมาเปิดประตู เธอได้กลิ่นหอมของสบู่จากตัวผู้เป็นสามี
ส่วนเขา เมื่อเดินเข้าบ้าน ก็เห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย บ้านช่องหอมอบอวลไปด้วยดอกไม้ที่ภรรยาตัดมาจากกระถางริมระเบียงที่ซื้อมาปลูกไว้ เขารู้สึกผ่อนคลายและภูมิใจในตัวภรรยามาก แค่นี้ก็ทำให้เขาหายเหนื่อยได้ในทันที
ขณะที่กำลังทานข้าว ภรรยาของเขาเอ่ยถามขึ้น
“ช่วงนี้งานที่บริษัทพ่อเป็นยังไงบ้างคะ?”
“ราบรื่นดี บริษัทเพิ่งรับเด็กสาวที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยมาทำงาน 1 คน น้องน่ารักดีนะแม่”
ภรรยาทำท่าทีโกรธขึ้นมา พร้อมกับเอื้อมมือไปจับหูของสามีและดึงเบาๆ
“อย่าเถลไถลเลยเชียวนะ”
จากนั้นทั้งคู่ก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
“แม่เปิดน้ำอุ่นไว้ให้พ่อแล้วนะ พ่อจะอาบน้ำก่อนไหม?”
“ก่อนกลับ พ่อแวะไปว่ายน้ำกับเพื่อนที่สโมสรมา พ่ออาบมาแล้วจ้า”
ภรรยาเก็บจานชามไปพร้อมกับฮัมเพลงเบาๆ ไปด้วย 
“เกือบไป ไม่รู้จะเก็บความลับไว้ได้อีกนานเท่าไหร่?” เขาพึมพำขึ้นมาเบาๆ พร้อมถอนหายใจโล่งอก
เขาเดินเข้าห้อง ล้างหน้าแปรงฟัน ยังไม่ทันได้อ่านหนังสือก็หลุดจากมือ เขาหลับไปด้วยความเพลียจากงานในวันนี้
เขาทำงานที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างถึง 20 วัน 
เย็นวันนั้น เมื่อเขากลับถึงบ้าน ตอนที่กำลังทานอาหาร ภรรยาของเขาเอ่ยขึ้นมาว่า
“พ่อไม่ต้องทำงานที่บริษัทเก่าแล้วนะ แม่ได้ข่าวว่ามีบริษัทหนึ่งกำลังขาดผู้จัดการ เขากำลังเปิดรับสมัครอยู่พอดี แม่โทรศัพท์ไปสอบถามแล้ว บริษัทเขาต้องการคนที่มีประสบการณ์อย่างพ่อเลย พรุ่งนี้พ่อลองไปสมัครดูนะ”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถามภรรยาว่า
“ทำไมอยากให้พ่อเปลี่ยนงานละแม่?”
“เปลี่ยนงานก็ดีเหมือนกันนะพ่อ พ่อจะได้มีสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม อีกอย่างบริษัทนี้ก็ใหญ่โตและมีความมั่นคงดีด้วย” เธอบอกกับผู้เป็นสามี
วันรุ่งขึ้น เขาไปสมัครงานกับบริษัทที่ภรรยาแนะนำไว้เมื่อวาน และบริษัทก็รับเขาเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการแผนก เหมือนที่เขาเคยทำที่บริษัทเก่า 
บ่ายวันนั้น เขาซื้อผักและอาหารหลายอย่างกลับบ้าน เพื่อเลี้ยงฉลองกับภรรยา เขาคิด ภรรยาของเขาคงรู้ว่าเขาทำงานที่บริษัทรับเหมาก่อสร้าง เรื่องนี้แม้เขาจะไม่ได้บอก แต่คงจะปิดเธอไม่มิดเป็นแน่ ไม่งั้นเธอไม่แนะนำงานที่บริษัทนี้ให้เขามาสมัครหรอก
เขานึกถึงอาหารมื้อค่ำหลายสิบวันที่ผ่านมา ทุกวันจะมีเห็ดหูหนูเป็นอาหารขึ้นโต๊ะอยู่หนึ่งอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นผัดหรือต้มหรือแกงก็ตาม เพราะเห็ดหูหนูมีคุณสมบัติช่วยล้างปอด เขาทำงานอยู่กับฝุ่นมาทั้งวัน ได้กินเห็ดหูหนูผัดไข่ก็ช่วยเขาได้มาก เขาเชื่อว่าภรรยาของเขารู้เรื่องที่เขาไปทำงานที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างแล้ว แต่เธอไม่เคยเอ่ยถาม เธอกลับแอบทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อเขา เธอคงกลัวว่าเขาจะไม่สบายใจ

...................
ชีวิตคู่ มีความซาบซึ้งอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “ผูกสมัครรักใคร่” และอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “มีสุขร่วมสุข มีทุกข์ร่วมต้าน” แต่แท้ที่จริงยังมีอีกประโยคหนึ่งที่เรียกว่า “พูดในสิ่งที่ควรพูด”
บทความนี้ ขอมอบให้แด่คุณผู้ชายคนดีที่กำลังเผชิญกับความกดดันในการสร้างฐานะครอบครัว และขอมอบให้แด่คุณผู้หญิงคนดี ที่คุณรู้จักเข้าใจและรักผู้ชายคนดีอันเป็นสามีที่ดีของคุณคนนี้ 
ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง อะไรคือสิ่งสำคัญนอกเหนือจากพ่อแม่และพี่น้องของเขา?
คำตอบก็คือ เขาได้เจอกับผู้หญิงดีๆ คนหนึ่ง 
ผู้ชายคนหนึ่ง เขาจะยืนอยู่ในจุดที่สูงได้หรือไม่? เดินได้ไกลเพียงใด? สิ่งที่ขาดหายไปไม่ได้และเป็นจุดที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดก็คือ เขาได้พบผู้หญิงดีๆ สักคนหรือไม่? ผู้หญิงดีๆ คนนั้น อาจเป็นเพื่อน เป็นภรรยา อาจจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรืออาจจะอยู่ร่วมกันตลอดชีวิต
เพราะผู้ชายดีๆ คนหนึ่งต้องมีผู้หญิงดีๆ อีกคนหนึ่งคอยสนับสนุน ดูแลเอาใจใส่ ชื่นชมสรรเสริญ ปรึกษาแนะนำอยู่ข้างกาย หากปราศจากผู้หญิงดีๆ คนนั้น จะมีผู้ชายดีๆ คนนี้ได้อย่างไร?





FB: NusonBooks


 

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ลาตกหลุม

มีลาตัวหนึ่ง ตกลงไปในหลุมลึก เจ้าของคิดดูแล้ว ค่าใช้จ่ายที่จะช่วยมันขึ้นมาไม่คุ้ม ก็เลยจากมันไป ทิ้งให้มันอยู่อย่างนั้นอย่างเดียวดาย ทุกวันยังมีคนทิ้งขยะลงไปในหลุมอีก ลาโมโหมาก โกรธตัวเองที่ทำไมโชคร้าย ตกลงมาในหลุม เจ้าของก็ทิ้งมันไป ตายยังไม่ให้มันตายสบายหน่อย แต่ละวันยังมีขยะโยนลงมาข้างตัวมันมากมาย
แต่วันหนึ่งลามันคิดขึ้นได้ มันตัดสินใจเปลี่ยนทัศนคติในการดำเนินชีวิตของมัน มันจะเหยียบขยะไว้ใต้ตีนมันทุกวัน แทนที่จะให้ขยะถมทับตัวมัน และหาเศษอาหารจากขยะปะทังชีวิตของมันให้อยู่รอด วันเวลาผ่านไป ขยะหนุนสูงจนมันหลุดพ้นจากปากหลุม ขึ้นมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งหนึ่ง
อย่าท้อถอยกับความไม่สมหวังของชีวิต 
อย่าน้อยใจที่ผู้ชายของคุณรวยสู้ของคนอื่นไม่ได้ 
อย่าน้อยใจที่ผู้หญิงของคุณไม่สวยพอ 
อย่าน้อยใจที่คุณไม่มีพ่อที่ดีคนหนึ่ง 
อย่าน้อยใจที่งานของคุณไม่ดี เงินเดือนน้อย 
อย่าน้อยใจที่ความสามารถของคุณไม่มีใครค้นพบ ชีวิตความเป็นจริงมีหลาย ๆ เรื่องที่ไม่สมหวัง ต่อให้ในชีวิตคุณ ๆ ได้รับแต่ขยะ คุณก็สามารถเหยียบขยะไว้ใต้ตีนคุณ แล้วขึ้นสู่จุดสูงสุดในโลก ในโลกนี้ ไม่มีใครสนใจว่าคุณจะขึ้นมาได้เพราะเหยียบอยู่บนบ่าของยักษ์ หรือบนกองขยะ จะขึ้นมาได้เพราะวิธีอะไร แต่สนใจว่าคุณขึ้นมาถึงระดับหนึ่งหรือเปล่าเท่านั้น ความจริง ถ้าขึ้นมาได้จากกองขยะควรจะถูกยกย่องซะมากกว่า
วัยหนุ่มสาวไม่มีล้มเหลว ดูเจ้าลาเป็นตัวอย่าง แค่เริ่มต้นใหม่ ชีวิตก็เปลี่ยน ชีวิตคนเราก็แค่นี้ ไม่มีอะไรที่คุณจะต้องไปเสียใจ ถือซะว่าเป็นขยะที่อยู่ใต้ตีนคุณ ให้มันเป็นบันไดเพื่อขึ้นสู่ที่สูงให้คุณ ถ้าคุณรู้สึกว่านิทานนี้มีค่า ให้แชร์ให้เพื่อน ๆ ที่กำลังท่อแท้ อ่านด้วย ความจริง อุปสรรค์และความผิดหวังที่คุณพบเห็นทุกวันนี้ ก็คือขยะและบันไดที่จะทำให้คุณขึ้นสู่ที่สูงของชีวิตคุณในอนาคต เพราะฉะนั้น ในวัยหนุ่มสาว พบความผิดหวังและความลำบากในชีวิตบ้าง จึงเป็นเรื่องจำเป็น พวกนี้จะเป็นทรัพย์ของคุณในอนาคต

ขอบคุณแนวคิดดีๆ จาก คุณ MetaIbc Ibrain

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ข้อคิดสุดท้าย จาก Steve Jobs

อยากรู้ไหมว่า....
สตีฟ จอบส์ คิดอะไรอยู่..
ระหว่างที่เขานอนรอคอยความตาย ?
ซึ่งเราน่าจะถือได้ว่า นี่เป็น "ของขวัญชิ้นสุดท้าย"
จากเขา! อ่านดูนะคะ...
...คำสุดท้าย...
ผมได้เดินทางมาถึงจุดสุดยอดของโลกแห่งธุรกิจ
และในสายตาผู้อื่นชีวิตของผมคือ
ตัวอย่างของผู้ประสพความสำเร็จอย่างสูง
อย่างไรก็ตาม..นอกเหนือจากงานแล้ว
ผมเองก็มีความสุขเพียงเล็กน้อย และท้ายสุดแล้ว...
ความมั่งคั่งก็แปรเปลี่ยนเป็นเพียงแค่สถิติ
เป็นตัวเลขที่ผมเคยคุ้นเคยด้วยเท่านั้น
ในขณะที่ผมนอนอยู่บนเตียงป่วยนี้ และทบทวนชีวิต
ผมก็ตระหนักได้ว่าการได้รับการยอมรับทางสังคม
และทรัพย์สินพอกพูนที่ผมเคยภาคภูมิใจอย่างหนักหนานั้น
ช่างดูซีดเซียวไร้ค่า ยามที่ผมต้องเผชิญหน้า
กับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ท่ามกลางความมืดมิด ผมจ้องมองแสงไฟสีเขียว
ของเครื่องมือแพทย์ที่ประคองชีวิตผมไว้
พร้อมทั้งฟังเสียงครางเบาๆของเครื่องยนต์
ผมสามารถสัมผัสลมหายใจของพญามัจจุราช
ที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาได้...
ตอนนี้ผมคิดได้แล้วว่า ทันทีที่เรา
สะสมเงินทองเพื่อใช้ทั้งชีวิตได้พอแล้ว
เราควรมองหาสิ่งอื่นทำ ควรเป็นสิ่งที่
ไม่เกี่ยวข้องกับการหาเงินทองอีกต่อไป
มันควรเป็นอะไรที่สำคัญกว่า เช่น
ความสัมพันธ์กับผู้คน หรือศิลปะ หรือ
อาจล่าความฝันเมื่อครั้งสมัยที่เรายังเป็นหนุ่มสาวอยู่
การสะสมความมั่งคั่งอย่างไม่หยุดหย่อนนั้น
อาจแปลงคนให้เปลี่ยน และผิดเพี้ยนเบี้ยวบูดไปได้
เป็นอย่างผม นี่ไง!
พระเจ้าประทานความรู้สึกแก่เรา
เพื่อให้เราได้สัมผัส'ความรัก'ที่อยู่ในดวงใจของทุกๆคน
ไม่ใช่ให้เห็นได้เพียงแค่ภาพลวงตาของเงินทอง
ความมั่งมีที่ผมสะสมมาตลอดชีวิตนั้น
สุดท้าย ผมก็เอามันไปด้วยไม่ได้
ที่เราจะเอาไปได้ ก็คือความทรงจำอันตกผลึกของความรัก
แล้วนั่นคือ 'สมบัติ' ที่แท้จริง ที่จะตามเราไป
ติดตัวเราไป เป็นพลังและแสงสว่างนำทางให้เรา
'ความรัก' สามารถเดินทางได้เป็นพันๆไมล์
ปราศจากขีดจำกัด ไปได้ทุกแห่งหนที่เราย่างก้าว
มันสามารถพาเราไปถึงจุดสูงสุดที่อยากจะไป
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับหัวใจ และมือของคุณเองเท่านั้น
คุณรู้ไหม...เตียงอะไรแพงที่สุดในโลก?
... "เตียงคนป่วย" ครับ
คุณอาจจะจ้างคนขับรถให้คุณได้
จ้างคนให้ทำเงินให้คุณได้
แต่คุณจะไม่มีวันจ้างใครมาป่วยแทนคุณได้
ทรัพย์สมบัติ หากสูญหาย เราก็ยังพอจะหาให้พบได้
แต่ทว่ามีสิ่งหนึ่ง หากสูญไป เราจะไม่ได้พบอีก
...นั่นคือ "ชีวิต"
ในยามที่ต้องเข้าห้องผ่าตัด ผู้คนมักจะนึกขึ้นได้ว่า
ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่น่าจะอ่านให้จบก่อน
ก็คือ "หนังสือแห่งชีวิตและสุขภาพที่สมบูรณ์"
ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอยู่ในช่วงใดของชีวิต
และด้วยเวลาที่ผ่านพ้นไป สักวันหนึ่ง
คุณจะพานพบว่า 'ม่านชีวิต' ต้องปิดลง
จงทนุถนอม...'ความรัก'
ให้แก่ครอบครัวของคุณ
ให้แก่คู่ชีวิตของคุณ
ให้เพื่อนๆของคุณ
ดูแลตัวเองให้ดี และ จงเห็นคุณค่าของผู้อื่น
สตีฟ จอบส์.
โดย: Damien D Hustle Bryant
แปล: ปิติ

ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตคุณ
คุณยังต้องการจะทำสิ่งที่คุณกำลังจะทำในวันนี้มั้ย...


วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ใจเปลี่ยน

ใจเปลี่ยน..
ตอนที่รถติดคาอยู่ในกลุ่มรถหลายคัน
ไปต่อไม่ได้ ถอยก็ไม่ได้
มันมักทำให้คิดด้วยความโมโห..
"ทำไมโง่นักวะ ซื้อใบขับขี่มารึไง?"

แต่วันนี้ ขณะที่กำลังหงุดหงิด
ก็หันไปเห็นรถคันใหญ่ ที่ติดอยู่สี่แยกเดียวกัน
ในใจคิดว่า เจ้ารถใหญ่ตัวแสบ
เจ้านี่ก็น่าจะเป็นตัวดีทำให้รถติดคาตรงนี้
แต่ในเวลานั้น จู่ๆคนขับรถก็ยื่นหน้าออกมา
แล้วก็โบกมือให้ พร้อมกับรอยยิ้มที่แสนจริงใจ
เมื่อนั้น..
โลกยังคงเหมือนเดิม..
ที่แตกต่างก็คือ ใจของฉัน..


FB: bodhisatheart

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มงคลฤกษ์

มงคลฤกษ์
ไม่มีมงคลใด
ยิ่งใหญ่ไปกว่าจิตใจ
ที่ปราศจากซึ่งสิ่งหมองมัว
เริ่มต้นปีใหม่
สร้างมงคลชีวิตอันยิ่งใหญ่
ด้วยการรักษาใจ ให้ใสสะอาด
ไม่ใช้ตาดูความผิดของคนอื่น
ไม่ใช้หูแส่ส่ายปนเปื้อน
ไม่ยึดติดในกลิ่นกระทบจมูก
ไม่เอาแต่หลงใหลในรสชาติผ่านลิ้น
ไม่หลงเสพสุขกับกายสัมผัส
ไม่ปล่อยใจ ให้ทะยานอยากกับรัก เกลียด กลัว
อคติ ต้องการ ไม่ต้องการ
วันทุกวัน ก็จะเป็นวันมงคล
เพราะวันทุกวัน จะเป็นวันแห่งความสุข
เมื่อทุกวันคือความสุข
ทุกวันจึงเป็นฤกษ์มงคล

เนื่องในวันมงคล ตรุษจีน 2016
FB: bodhisatheart

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความลับของความสุข ของโดราเอมอน

โดราเอมอน.. เป็นเพื่อนอยู่เคียงข้างโนบิตะเป็นเวลาแปดสิบปี
โนบิตะก่อนตายบอกก้บโดราเอมอนว่า...
"หลังจากที่ผมจากไปแล้ว เธอก็กลับไปใช้ชีวิตในอนาคตอย่างมีความสุขเถิด"
ไม่นานต่อมา โนบิตะก็ตายจากไป..
แต่โดราเอมอนไม่ได้กลับไปในอนาคต
แต่กลับใช้ไทม์แมชชินย้อนกลับไปในวันแรกที่พบเจอโนบิตะ
แล้วพูดกับโนบิตะว่า
"สวัสดี.. พบเจอครั้งแรก ผมชื่อโดราเอมอน"........

หาก.. เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้ว
พวกเราก็ย้อนเวลากลับไปที่เจอะเจอกันวันแรก
คิดถึงความรู้สึกความเข้าใจร่วมกัน ในการพบเจอกันครั้งแรก
จะโกรธ..จะเคือง หรือใดๆ ก็ตาม
จงหวนกลับไปคิดถึงวันแรกที่ได้พบเจอ
ความยินดี ความรู้สึกเป็นสุขที่ได้พบเจอ
คบหาเป็นเวลานานไม่รู้สึกเบื่อหน่ายจึงเกิดรัก
พบกันชาตินี้ วาสนาได้มาไม่ง่าย หากชีวิตนี้ มีเพียงความรู้สึกเหมือนดั่งเจอะเจอครั้งแรก เป็นเพื่อนก็ดีเป็นคนรักก็ช่าง
จงหวงแหน ทะนุถนอมกันและกัน

จาก เพื่อนแชร์มาจาก facebook 3 Feb. 2016

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เธอช่างกล้า ... ถ้าลูกจะขอสูบบุหรี่

เธอช่างกล้า ... ถ้าลูกจะขอสูบบุหรี่
(31 ม.ค.59)

วันนี้หลังจากเสร็จภารกิจยื่นเอกสารที่โรงเรียนระดับมัธยมแล้ว ราก็ไปกินอาหารเที่ยงแถวย่านเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา  ที่ๆ เราไปกินอาหาร หาโต๊ะแบบ 4 ที่ ไม่ได้   จึงนั่งโต๊ะละ 2 คน  2 โต๊ะ โดยแม่นั่งกับธรณ์     ขณะที่นั่งกินอาหารธรณ์ก็พูดขึ้นมาว่า

ธรณ์ -  คุณแม่ครับ   ธรณ์มีเรื่องอยากจะคุยกับคุณแม่ครับ

แม่ -  ได้ครับ   ธรณ์มีอะไรหรือลูก

ธรณ์ยังไม่ตอบทันที   แต่ทำท่ารวบรวมกำลังใจในการที่จะพูดเรื่องที่เกริ่นไว้

ธรณ์ -  ธรณ์อยากถามว่า  ถ้าธรณ์จะขอคุณแม่สูบบุหรี่ คุณแม่คิดว่ายังไงครับ

พอธรณ์พูดจบประโยคก็เหมือนโล่งใจที่ได้พูด   แต่ก็คงกลั้นใจรอคำตอบจากแม่ ส่วนแม่ก็ต้องรวบรวมสติแว่บหนึ่งคล้ายๆ ธรณ์เมื่อสักครู่ ก่อนที่จะตอบธรณ์ว่า

แม่ -  แม่คิดว่า  ในบางเรื่องธรณ์น่าจะต้องเป็นคนตอบตัวเองนะลูก   ว่าลูกจะทำสิ่งนั้นเพื่ออะไร   ถ้าทำมันจะมีผลอย่างไรบ้าง      ธรณ์ต้องหาคำตอบดูว่า ธรณ์สูบบุหรี่เพื่ออะไร   เช่น   ถ้าไม่สูบบุหรี่เพื่อนไม่ยอมรับ  จะมองว่าเรายังเด็ก   หรือเพื่อนจะไม่คบ  หรือการสูบบุหรี่มันดูโก้ดี    แล้วบุหรี่มันมีประโยชน์หรือโทษอย่างไร แม่ไม่อยากเป็นคนที่ต้องบอกว่าควรทำหรือไม่ควรทำทุกเรื่อง
         เพราะถ้าแม่บอกว่าไม่ควรทำ  ไม่อนุญาต     หากธรณ์อยากทำ   ธรณ์ก็ทำอยู่ดี  แต่ก็จะแอบทำ     เพราะแม่ก็ทราบว่าธรณ์ก็อยากเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองคิดเหมือนกัน หรือถ้าตอนนี้ธรณ์จำเป็นต้องเชื่อฟังแม่ เพราะหลายๆ อย่างยังต้องพึ่งพาพ่อแม่    ธรณ์ก็ทำตาม      แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ธรณ์พอจะดูแลตัวเองได้  ธรณ์ก็คงทำตามสิ่งที่ธรณ์อยากทำอยู่ดี  
         แม่ไม่อยากให้เราอยู่กันแบบมีเบื้องหน้า  เบื้องหลัง    ถ้ามีอะไรเราคุยกันตรงๆ    ซึ่งถ้าธรณ์คิดแล้วว่าสิ่งที่อยากทำนั้นดี   และเลือกที่จะทำ แม่ก็ต้องยอมรับสิ่งที่ลูกเลือก  ทั้งที่บางครั้งเราอาจคิดไม่ตรงกัน   แต่แม่ก็ต้องยอมรับว่า  พ่อแม่คงไปจัดการ  หรือตัดสินใจให้ลูกทุกเรื่องไม่ได้   ว่าอะไรควรทำ-ไม่ควรทำ    แต่แม่ก็เชื่อว่าธรณ์จะมีเหตุผลที่ดีในการเลือกทำสิ่งต่างๆ ให้ตัวเองครับ

แม่ตอบธรณ์อย่างยืดยาว   พูดช้าๆ ชัดๆ   เพราะอยากให้ธรณ์คิดตามไปด้วย     ซึ่งก็สังเกตว่าธรณ์ตั้งใจฟังอย่างดีมาก   รู้สึกได้ว่าฟังไปคิดตามไปอย่างที่แม่ต้องการ   

ธรณ์ -  ขอบคุณครับคุณแม่

แม่ -  ถ้าธรณ์อยากทำ   แต่แม่ห้าม   ธรณ์จะทำมั้ยล่ะลูก    แล้วธรณ์คิดอย่างไรหรือคะ  ถึงมาถามเรื่องนี้

ธรณ์ -  ธรณ์ก็คงแอบทำบ้างอย่างที่คุณแม่พูด     ธรณ์อยากทราบว่าคุณแม่จะว่าอย่างไรถ้าธรณ์ขอสูบบุหรี่       แต่ธรณ์คาดผิดมากเลยครับ  เพราะคิดว่าคุณแม่ต้องห้ามไม่ให้สูบบุหรี่แน่ๆ     แต่คุณแม่ไม่ได้ห้ามเลย

แม่ -  การที่ลูกจะทำ  หรือไม่ทำอะไร   มันจะดีมากถ้าตัวลูกเองเป็นผู้คิดได้เองและเลือกเอง เพราะลูกจะยอมรับได้จริงๆ  คิดได้เองว่า ควรทำเพราะอะไร  ไม่ควรทำเพราะอะไร      แต่ถ้าต้องทำเพราะแม่สั่ง  เพราะกลัวพ่อแม่   พอลูกรู้สึกว่ารับผิดชอบตัวเองได้   ลูกก็จะทำตามความต้องการของลูก    แม่อยากให้ลูกรู้สึกว่า หากมีอะไรก็มาคุยกับพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง   ซึ่งแม่ก็ต้องพยายามเข้าใจสิ่งที่ลูกคิด   ยอมรับในสิ่งที่ลูกเลือก    ถ้าแม่ไม่ยอมรับสิ่งที่ลูกคิด   แต่คิดแทนลูกเสมอ  ลูกก็คงไม่กล้ามาคุย  
        แต่ไม่ว่าลูกจะเลือกอย่างไร แม่ก็รักลูก     แม่ดีใจมากเลยนะคะที่ธรณ์มาถามแม่
        แม่ต้องขอบคุณธรณ์นะคะ  ที่มาคุยเรื่องนี้กับแม่

ระหว่างที่แม่พูดนั้น   ก็เห็นว่าธรณ์ตาแดงๆ   น้ำตาปริ่มๆ     พ่อคนนี้จะซาบซึ้งกับการพูดกันดีๆ   โดยไม่ต้องไปกดดัน  ธรณ์มีความเป็นตัวของตัวเองมาก  ไม่ชอบการบังคับ   ถ้าใช้การบังคับธรณ์ก็จะเฉย อาจทำตามเท่าที่จำเป็น  ดูเหมือนเชื่อฟัง  เพราะโดยปกติธรณ์จะสุภาพ  ไม่ใช่เด็กกร้าวร้าว  แต่ธรณ์ก็จะหาโอกาสทำในสิ่งที่ตัวเองคิดจะทำหรืออยากลองทำเสมอ

จากคำถามของธรณ์วันนี้   ทำให้แม่รู้สึกว่า ลูกโตขึ้นอีกระดับแล้ว    ต่อไปคงต้องมีคำถามของวัยรุ่นมาถามอีกมากมายแน่เลย    

จงเตรียมตัวให้ดี  ......

--------------------------------------------------------------
มีเพื่อนส่งมาให้ทาง LINE อ่านแล้วรู้สึกดีจัง เลยเก็บมาไว้  และคิดว่าจะรวบรวมสิ่งดีดีเหล่านี้ไว้ ได้อ่านต่อไป