วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ เทคนิคง่ายๆ จากนักจิตวิทยาเพื่อบอกลา “ความขี้เกียจ” - How to stop being lazy


ความเกียจคร้านเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ และการหาวิธีให้ตนเองเลิกขี้เกียจก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เราสามารถทำได้เช่นกัน

Dr. Jonathan Fader นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมของมนุษย์ ได้อธิบายธรรมชาติของความขี้เกียจและวิธีการหลีกเลี่ยงความขี้เกียจ ซึ่งปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ดังนี้
โดยธรรมชาติแล้วสมองของมนุษย์จะสั่งการให้เราหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นอันตรายหรือทำได้ยากกว่าปกติ


เราจะหาเหตุผลมากมายมาสนับสนุนการยอมแพ้ และสมองของเราเองจะสั่งการให้เราตัดสินใจถอย


ส่วนวิธีการที่จะควบคุมการสั่งการของสมองก็คือ การโต้ตอบกับสมองของเราเอง


สมองของเราอาจจะพูดว่าพอเถอะ ไม่ทำแล้ว


ส่วนเราก็ต้องเพิ่มความอดทนอดกลั้นให้กับตัวเอง ด้วยการแบ่งเป้าหมายออกเป็นส่วนๆ
ยกตัวอย่างเช่นเทคนิคการฝึกฝนของนักกีฬา เช่นนักวิ่งจะเพิ่มเวลาในการฝึกฝนมากขึ้นทีละเล็กน้อย


รวมทั้งแรงผลักดันจากภายนอกมาตอบโต้เพื่อควบคุมอารมณ์และความคิดของตัวเอง
ซึ่งสิ่งที่เราจะต้องควบคุมมีเพียงสองอย่างคือการกระทำและปฏิกิริยาตอบโต้
และควบคุมสิ่งที่ทำกับสิ่งที่คิดให้เป็นไปในทางเดียวกันอย่างมีระบบ

นักรบที่ประสบความสำเร็จย่อมมีแผนการที่หลากหลาย


ถ้าเราแบ่งเป้าหมายออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จทีละขั้น มีแผนที่สามารถรองรับกับทุกสถานการณ์ และอดทนเพื่อเอาชนะใจตัวเองให้ได้ เราก็จะสามารถควบคุมตัวเองและสมองก็จะไม่สามารถสั่งให้เรายอมแพ้จนกลายเป็นความขี้เกียจได้อีกต่อไป 

ที่มาBusinessInsider

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

คิดก่อนพูด!! 5 ประโยคต้องห้าม ที่ไม่ควรพูดกับเด็ก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน


วัยเด็กเป็นวัยที่ชอบเรียนรู้ ช่างสังเกต และจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี พวกเขามักจะจดจำสิ่งที่พ่อแม่พูดหรือสิ่งที่พ่อแม่ทำ
ดังนั้น คนที่เป็นพ่อแม่จึงต้องคิดให้มากและระวังคำพูดและการกระทำของตนเองอยู่เสมอ เพื่อที่เด็กจะได้จดจำแต่สิ่งที่ดีและเติบโตไปเป็นคนที่มีคุณภาพ ในวันนี้หมีขาวจึงมีคำพูดต้องห้ามที่ไม่ควรพูดกับเด็กมาฝากกัน ให้คุณพ่อคุณแม่คอยระวัง อย่าพูดคำเหล่านี้ออกมาเพราะอาจส่งผลเสียต่อเด็กได้ ไปดูกันเลยจ้า



1. ดื้อแบบนี้ เดี๋ยวให้หมอจับฉีดยาเลย / อย่าดื้อนะ เดี๋ยวผีมาเอาไปนะ
การขู่เด็กแบบนี้ จะทำให้เด็กมีความเข้าใจแบบผิดๆ เช่น การขู่ว่าผีจะมาจับไป เป็นการทำให้เด็กกลัวผีโดยใช่เหตุ เพราะพ่อแม่บอกว่าผีจะมาเอาไป แปลว่าผีต้องมีจริง เด็กอาจจะไม่สามารถอยู่ในห้องคนเดียวได้หรือไม่สามารถปิดไฟนอนหลับได้เพราะกลัวผี
และการขู่ว่าจะให้หมอจับฉีดยา อาจกลายเป็นปมฝังใจเด็กทำให้เด็กกลัวหมอ คิดว่าหมอเป็นผู้ที่จะมาทำอันตรายเขา คราวนี้ล่ะ คุณพ่อคุณแม่จะลำบากมากเวลาที่พาเขาไปฉีดยาหรือไปหาหมอเพราะเด็กจะไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยเนื่องจากเขามีปมฝังใจไปแล้วว่าหมอจะทำอันตรายเขา ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรหลุดพูดคำขู่เหล่านี้ออกมา แต่ควรอธิบายด้วยเหตุผลจะดีกว่า


2. น่ารำคาญจริงๆ เลย
คำว่าน่ารำคาญ แม้แต่กับผู้ใหญ่บางคนก็ยังเป็นคำพูดที่รุนแรงกระทบกระเทือนจิตใจได้มาก แล้วจิตใจอันบอบบางของเด็กจะทนได้อย่างไร การพูดว่าน่ารำคาญ ทำให้เด็กสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง เขาจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ต้องการเขา พ่อแม่ไม่รักเขา 
ซึ่งการสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กอย่างมาก เช่น เด็กอาจกลายเป็นเด็กซึมเศร้า ไม่เล่น ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความเห็น เพราะกลัวจะถูกมองว่าน่ารำคาญ ทำให้มีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน


3. ลูกผู้ชายอย่าร้องไห้
ธรรมชาติของเด็กนั้นต้องมีการร้องไห้อยู่แล้ว การร้องไห้เป็นการปลดปล่อยอารมณ์อย่างหนึ่งของเด็ก การบังคับว่าเป็นเด็กผู้ชายอย่าร้องไห้ อาจทำให้เด็กไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้อย่างถูกต้องและกลายเป็นเด็กเก็บกดได้ เช่น เมื่อเขากลัว หรือเมื่อเขาเจ็บ แต่ถูกสอนมาไม่ให้ร้องไห้ เด็กก็ไม่รู้จะปลดปล่อยอารมณ์เหล่านั้นอย่างไร

ทางที่ดี เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้เด็กร้องไห้ เช่น หกล้มแล้วเจ็บมาก หากเด็กอยากร้องไห้ก็ปล่อยให้เขาร้องออกมา เมื่อร้องไห้เสร็จแล้วค่อยสอนเขาว่า เมื่อหกล้มอีกต้องทำอย่างไรที่ไม่ใช่การร้องไห้ เช่น ตั้งสติ ลุกขึ้น แล้วค่อยๆ เดินมาหาพ่อแม่หรือไปหาคุณครูให้ช่วยทำแผลให้ เป็นต้น


4. เงียบไป อย่าพูดมาก
เด็กที่อยู่ในวัยหัดพูด มักจะพูดไม่หยุด พูดไปเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็ก การห้ามไม่ให้เด็กพูดหรือถาม ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านการพูดที่ช้าลง เด็กจะไม่กล้าถาม ไม่กล้าพูดคุย ดังนั้น เมื่อเด็กถามอะไร ไม่ควรบอกปัดให้เขาเงียบ แต่ควรตอบดีๆ อย่างมีเหตุผล ไม่ตอบส่งเดช
และถ้าเด็กพูดมากจริงๆ จนทนไม่ไหว ก็ควรบอกด้วยเหตุผลหรือมีข้อต่อรอง เช่น “แม่ขอเวลาคุยโทรศัพท์ 10 นาที ลูกช่วยเงียบหน่อยได้มั๊ยจ๊ะ เดี๋ยวแม่คุยเสร็จแล้วลูกค่อยพูดต่อนะจ๊ะ” การกำหนดเวลาแบบนี้จะทำให้เด็กไม่อึดอัดและรู้ว่าพ่อแม่ยังคงต้องการฟังเขาพูดอยู่ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้เด็กได้อีกด้วย


5. ลูกคนอื่นไม่เห็นดื้ออย่างนี้เลย
การเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่นทำให้เด็กเสียความมั่นใจ เขาอาจเก็บไปคิดมาก รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่สามารถทำให้พ่อแม่พอใจได้ กลายเป็นเด็กที่ไม่เชื่อมั่นในตนเอง และเป็นการบ่มเพาะความรู้สึกด้านลบของเด็ก
เขาอาจคิดอิจฉาเด็กคนอื่นที่เราเอาเขาไปเปรียบเทียบและอาจหาโอกาสกลั่นแกล้งเด็กคนนั้น หรืออาจรู้สึกว่าเด็กคนนั้นเป็นคู่แข่งของเขาซึ่งเขาต้องหาทางเอาชนะให้ได้อยู่ตลอดเวลาโดยที่เด็กคนนั้นอาจไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนี้เลย การพูดเปรียบเทียบจึงเป็นการทำให้ลูกไม่มีความสุขและอาจกลายเป็นเด็กก้าวร้าวได้


จะเห็นได้ว่าคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ที่หลุดปากไป ส่งผลกระทบต่อเด็กมากกว่าที่คิด ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเลี้ยงลูกอย่างมีสติ เลี้ยงด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ และคิดก่อนพูดเสมอ ลูกเราจะได้น่ารักสำหรับทุกคนไงล่ะจ๊ะ

Cr.: meekhao.com

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เผย 8 อภิมหาเศรษฐีพันล้านคนดัง ที่ยังใช้วิถีชีวิตแบบประหยัดสุดขั้ว


การอวดร่ำอวดรวยไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนรวย และส่วนใหญ่แล้วคนร่ำรวยก็มักจะทำตัวประหยัด สมถะ และใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา เพื่อเก็บรักษาความร่ำรวยนั้นไว้ให้ได้นานและมั่นคงที่สุด

และนี่คือวิถีชีวิตสุดแสนมัธยัสถ์ของ 8 มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยระดับโลก ที่ประหยัดจนคนธรรมดายังต้องทึ่ง

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 1958 ในราคา 1 ล้านบาท

ทรัพย์สิน: 2 ล้านล้านบาท
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประธานบริหารบริษัท Berkshire Hathaway ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านราคา 3 หมื่นดอลลาร์ที่ซื้อมาเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน นอกจากนี้เขายังไม่ใช้โทรศัพท์มือถือหรือติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องทำงาน เพราะเขามักใช้เวลาไปกับการศึกษาหาความรู้จากหนังสือนั่นเอง
วอร์เรนไม่เพียงแค่ลงทุนกับบริษัทอาหารจานด่วนอย่าง Burger King, Dairy Queen และ Coca-Cola แต่เขายังดื่มโค้กทุกวัน และชอบกินมันฝรั่งทอดกับขนมชีโตส
ชีวิตผมมีความสุขดีแล้ว ถ้าผมมีบ้าน 6 หรือ 8 หลังมันอาจจะแย่กว่านี้ ตอนนี้ผมมีทุกอย่างเท่าที่ผมต้องการ ผมไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมเพราะมันคงไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง”

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขับรถโฟล์กสวาเกนเกียร์กระปุก

ทรัพย์สิน: 1.8 ล้านล้านบาท
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะมหาเศรษฐีแห่งวงการเทคโนโลยีที่สมถะที่สุดคนหนึ่ง เขามักจะปรากฎตัวในชุดเสื้อยืด เสื้อมีหมวก และกางเกงยีนส์ นอกจากนี้เขายังเป็นมหาเศรษฐีใจบุญที่บริจาคเงินเพื่อการกุศลอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากมาร์กแต่งงานกับพริสซิลลาได้ไม่นาน ก็มีคนถ่ายภาพของเขาได้ขณะนั่งกินพิซซ่าข้างทางและเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์อย่างเอร็ดอร่อย และหลายคนคงทราบกันดีว่ามาร์กนั้นขับรถเกียร์ธรรมดาของโฟล์กสวาเกนหลังจากขายรถแอคิวรามูลค่าเกือบ 1 ล้านบาททิ้งไป

การ์โลส สลิม อาศัยอยู่ในบ้านขนาด 6 ห้องนอนหลังเดิมเป็นเวลากว่า 40 ปีมาแล้ว

ทรัพย์สิน: 1.1 ล้านล้านบาท
การ์โลส สลิม ผู้ก่อตั้ง Grupo Carso เป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศเม็กซิโก เขาไม่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับเรือยอชต์หรือเครื่องบินส่วนตัว แต่ยังคงขับรถเมอร์ซีเดส-เบนซ์ คันเก่าที่ไม่ได้มีมูลค่ามากมายอะไร
นอกจากนี้เขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านขนาด 6 ห้องนอนหลังเดิมมานานกว่า 40 ปีแล้ว การ์โลสชอบรับประทานอาหารทำเองที่บ้านกับลูกหลาน และแม้ว่าเขาจะมีแมนชั่นหรูราคาเกือบ 3 พันล้านบาทในแมนฮัตตัน แต่ก็มีข่าวว่าการ์โลสพยายามขายทอดตลาดในปีที่ผ่านมา

ชาร์ลี เออร์เกน พกอาหารเที่ยงใส่ถุงกระดาษไปรับประทานที่ทำงานทุกวัน

ทรัพย์สิน: 5 แสนล้านบาท
แม้ว่า ชาร์ลี เออร์เกน ประธานกรรมการดิชเน็ตเวิร์ค คอร์ป จะร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีที่มีมูลค่าทรัพย์สินนับแสนล้าน แต่เขายังคงจดจำคำสั่งสอนของแม่ที่เติบโตมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกเสมอ ชาร์ลีจึงใช้ชีวิตอย่างประหยัดและอดออม เขาพกแซนด์วิชใส่ถุงกระดาษมารับประทานเป็นมื้อเที่ยงทุกวัน นอกจากนี้ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวเขายังประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการแชร์ห้องพักกับเพื่อนๆ

อามันซิโอ ออร์เตกา รับประทานอาหารเที่ยงในโรงอาหารร่วมกับพนักงานคนอื่นๆ

ทรัพย์สิน: 2.4 ล้านล้านบาท
อามันซิโอ ออร์เตกา กาโอนา ผู้ก่อตั้ง Zara เคยเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ของโลก แต่ความร่ำรวยนั้นไม่ได้เปลี่ยนแนวคิดและวิถีชีวิตของเขา อามันซิโอใช้ชีวิตเรียบง่ายในอพาร์ทเม้นท์กับภรรยา ดื่มกาแฟแก้วโปรดจากร้านประจำ และรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกับพนักงานในโรงอาหารของ Zara เสมอถ้าไม่ติดธุระ
นอกจากนี้สไตล์การแต่งตัวของเขายังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน อามันซิโอมักจะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวสีเทาทุกวัน และแม้ว่าเขาจะมีเครื่องบินส่วนตัวมูลค่า 1.5 พันล้านบาท แต่เขาก็ไม่ค่อยได้เดินทางบ่อยนักเพราะทำงานหนักอยู่เสมอ

อิงวาร์ คัมพราด โดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดและนั่งรถบัสเป็นประจำ

ทรัพย์สิน: 1.3 ล้านล้านบาท
อิงวาร์ คัมพราด ผู้ก่อตั้งบริษัท IKEA เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในทวีปยุโรป แต่เขายังคงโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดและรับประทานอาหารเที่ยงในโรงอาหารของพนักงานเป็นประจำ นอกจากนี้เขายังขับรถยนต์วอลโว่คันเก่าและมักจะเดินทางด้วยรถบัสเสมอ

อาซิม เปรมจี ขับรถยนต์มือสองและมักจะเตือนพนักงานว่าอย่าลืมปิดไฟ

ทรัพย์สิน: 5 แสนล้านบาท
มหาเศรษฐีผู้ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศอินเดีย ประธานบริหารบริษัท Wipro Ltd. เขาเป็นคนที่ประหยัดมากจนถึงขั้นตระหนี่ถี่เหนียว อาซิมโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดเสมอ ขับรถมือสองราคาไม่แพง และคอยเตือนพนักงานทุกคนให้ปิดไฟให้หมดก่อนออกจากที่ทำงาน

จูดี้ ฟอล์กเนอร์ ไม่เคยสนใจการใช้ชีวิตแบบ หรูหรา”

ทรัพย์สิน: 8 หมื่นล้านบาท
นักธุรกิจหญิงผู้ก่อตั้งบริษัท Epic Systems เป็นนักพัฒนาโปรแกรมที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แม้ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลและก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก แต่จูดิธในวัย 72 ปี ยังคงใช้ชีวิตแบบสมถะ เธอมีรถยนต์เพียงแค่ 2 คัน และอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมในรัฐวิสคอนซินกับสามีมานานกว่า 30 ปีแล้ว
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2015 จูดี้ประกาศว่าจะบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งในกับการกุศล เพราะเธอนั้นไม่เคยใฝ่ฝันอยากใช้ชีวิตหรูหราสะดวกสบายแบบคนร่ำรวย แต่เธอจะใช้เงินของเธอเพื่อช่วยคนอื่นให้ได้รับอาหาร ความอบอุ่น ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล และการศึกษาที่เหมาะสม

Cr.: meekhao.com

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

วิธีการรักษาเหาแบบได้ผล โดยไม่ต้องหาหมอเลย


เหา คือ ฝันร้ายของผู้ปกครองทุกคนเลยก็ว่าได้ พวกผู้ปกครองกลัวบุตรหลานของพวกเขานั้นติดมาจากเพื่อนๆในโรงเรียน และเมื่อเด็กกลับมาบ้านแล้วมักจะบ่นกับพ่อแม่ว่าคันหัว เป็นอะไรที่น่ารำคาญและยุ่งยากที่จะกำจัด เพราะมันสามารถแพร่เชื้อได้ วันนี้ผมมีเคล็ดลับสูตรเด็ดในการรักษาเหาด้วยส่วนผสมเหล่านี้


สิ่งที่คุณต้องมี

น้ำยาบ้วนปาก (ยี่ห้ออะไรก็ได้)
หวีสางเหา
น้ำส้มสายชู
ผ้าขนหนูจำนวนสองผืน
หมวกคลุมอาบน้ำ
ขั้นตอนแรกเลยให้ล้างผมด้วยน้ำยาบ้วนปากให้ทั่วจนเปียก และทำการห่อด้วยหมวกอาบน้ำ ปล่อยทิ้งไว้สัก 1 ชม. แล้วทำการสระผมด้วยน้ำส้มสายชูและคลุมผมอีกครั้งทำการทิ้งไว้อีก 1 ชม.จากนั้นถอดหมวกออกมาและทำการสระผมด้วยยาสระผมปกติ ขั้นตอนสุดท้ายก็ใช้หวีสางเหาเพื่อนำเหาออกไป

ข้อดีของการใช้วิธีนี้คือ

ส่งผลระยะยาว เหาจะไม่กลับมาอีกเลย
ราคาถูกมาก
เพียงส่วนผสมหลัก 2 อย่างเหาก็หลุดออกไปแล้ว
ไม่ก่ออันตรายกับเด็ก
ทำให้ผมนั้นเงางามและหอม

เรียบเรียงโดย KidTam.com
ที่มา rak-sukapap.com/2016/06/blog-post_240.html

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เผยวิธีหยุดรถเมื่อเกิดเบรคแตก ทำตามแบบนี้ปลอดภัยแน่นอน


เผยวิธีหยุดรถเมื่อเกิดเบรคแตก ทำตามแบบนี้ปลอดภัยแน่นอน


เรื่องการขับรถบนท้องถนน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการใช้สติและความไม่ประมาทเพื่อชีวิตที่ปลอดภัย การดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้มีความพร้อมตลอดเวลาก็ถือเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะนอกจากจะป้องกันอุบัติเหตุแล้ว จะช่วยให้สภาพรถของคุณไม่ชำรุดโดยเร็วอีกด้วย


แต่ขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ บางครั้งเกิดจากความบกพร่องของรถ และอุบัติเหตุที่พบได้บ่อยคือ “เบรคแตก” เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แบบกะทันหันโดยไม่คาดคิด แล้วเราต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น วันนี้เรามีวิธีจัดการปัญหานี้มาฝากกันดังนี้

1. ตั้งสติ เมื่อเหยียบเบรกแล้วรถไม่ชะลอหรือหยุด การตั้งสติ คิดให้เร็วขึ้นทำให้รถช้าลง หาวิธีแก้ปัญหา ถ้ามีช่องว่างให้ชิดซ้ายทันที เพราะรถเบรกแตกขับไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น

2. ลดคันเร่งและความเร็ว จำไว้ว่าเครื่องยนต์มีแรงเสียดทาน จงใช้ให้เป็นประโยชน์ ที่เรียกว่าเอ็นจิ้น เบรก (Engine Brake)หรืออาการหน่วงของเครื่องยนต์ ช่วยให้ลดความเร็วอย่างกะทันหัน ทำได้โดยเหยียบคลัตช์ ลดตำแหน่งเกียร์ ส่วนเกียร์อัตโนมัติถ้ามีโอเวอร์ไดรฟ์ให้กดปุ่มโอเวอร์ไดรฟ์ หรือสับตำแหน่งเกียร์ จาก D มาเป็น 3 และต่ำลงมาเรื่อยๆ แต่ห้ามเปลี่ยนพรวดเดียวลงมาเป็น L เพราะเครื่องยนต์อาจพังได้

 3. จับพวงมาลัยให้มั่นแล้วชิดซ้าย เมื่อลดเกียร์รถจะค่อยๆ ช้าลง แต่ไม่ถึงกับหยุดสนิท หาทางชิดซ้ายเข้าข้างทาง ห้ามเติมคันเร่ง ถ้ามีรถกีดขวางให้บีบแตรเพื่อส่งสัญญาณ ถ้าเป็นไปได้ควรเปิดไฟฉุกเฉินด้วย

4. เบรกมือช่วยได้ แม้เบรกแตกแต่เบรกมือหรือที่เรียกว่าเบรกฉุกเฉิน (E-Brake/Emergency Brake) สามารถช่วยได้ จะช่วยลดความเร็วที่ล้อหลัง ช่วยหน่วงและชะลอได้ แต่จำไว้ว่าอย่าดึงแรงทีเดียว ค่อยๆ ดึงขึ้นจนสุด จะช่วยลดความเร็วได้บ้างไม่มากก็น้อย

5. ทางลาดชันทำยังไง ในกรณีโชคร้ายพบว่าเบรกแตกขณะลงเขานั้น สิ่งสำคัญต้องลดความเร็วอยู่ดี เพียงแต่การลงเขาจะมีโมเมนตัมมากขึ้นจากแรงดึงดูดของโลก การชะลอรถควรเริ่มจากการลดเกียร์ต่ำลงก่อน แต่ให้งดการใช้เบรกมือจนกว่าจะถึงช่วงความชันน้อย จะตอบสนองได้ชัดเจนกว่าและไม่ทำให้เกิดความร้อนมากเกินไป

6 ห้ามดับเครื่องยนต์ทันที เพราะเราจะศูณเสียการควบคุมทันที



Cr. http://www.share-si.com/2016/03/blog-post_32.html

10 วิธีที่ทำให้อาการหวัดหายเป็นปลิดทิ้ง


หายป่วยแน่แค่ทำแบบนี้
1. ค็อกเทล วิสกี้ บรั่นดี สักช้อต!
เริ่มที่ของแรงก่อนเลย ฤทธิ์ความร้อนของแอลกอฮอล์ ช่วยทำให้คนที่กำลังเป็นหวัดหายใจได้คล่องขึ้น ช่วยลดการคายน้ำ และยังลดอาการบวมของเยื่อจมูกได้ด้วย ดังนั้น ลองดื่มเครื่องที่ว่านี้เพียงแค่ 1ช้อตก่อนเข้านอน รับรองว่าช่วยให้หายใจโล่งขึ้นแน่นอน
 
 
2. ล้างจมูกก่อนเข้านอน
การใช้น้ำเกลือล้างจมูกจะช่วยให้จมูกโล่งขึ้น และยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่สะสมอยู่ภายในโพรงจมูกไปด้วยในตัว! อย่างไรก็ตาม การล้างจมูกต้องทำอย่างถูกวิธี มิเช่นนั้นอาจจะเกิดการสำลักได้ อุปกรณ์ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ในการล้างจมูก ก็คือ ไซริงค์หรืออุปกรณ์สำหรับล้างจมูก ลองไปหาซื้อและศึกษาวิธีการล้างจมูกที่ถูกต้อง การล้างจมูกไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณหายจากหวัดเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีและไม่ป่วยง่ายด้วย
 
 
3. สวมถุงเท้าเปียกก่อนเข้านอน
การนอนโดยสวมถุงเท้าเปียกช่วยให้อาการป่วยของคุณทุเลาลงได้ เนื่องจากความชื้นของถุงเท้าจะช่วยลดไข้และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่เท้าด้วย วิธีการก็คือ ก่อนนอนให้แช่เท้าในน้ำอุ่น แล้วค่อยสวมถุงเท้าผ้าคอตต้อนที่แช่ไว้ในน้ำเย็น จากนั้นจึงสวมถุงเท้าไหมพรมทับอีกสัก 2-3 ชั้น แล้วเข้านอนตามปกติ หลังจากตื่นนอนขึ้นมาจะรู้สึกดีขึ้นมากแน่นอน
 
   
4. ทานอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน
ลองเลือกอาหารที่เหมาะสมเป็นตัวช่วยต้านไข้หวัดดูสิค่ะ ไม่ว่าจะเป็น แครอท , แครนเบอร์รี่ , หัวหอม, บลูเบอร์รี่ , กล้วย, ข้าวกล้อง , พริกไทย มัสตาร์ดหรือวาซาบิ อาหารเหล่านี้ล้วนแต่มีวิตามินC วิตามิน D สังกะสี และสารอาหารอื่นๆที่เป็นประโยชน์มากมาย ซึ่งล้วนแต่ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงทั้งนั้น
นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีขาว เช่น น้ำตาล นม , ชีส, ผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มน้ำอัดลม ซึ่งเป็นอาหารที่อาจทำลายสุขภาพได้ เท่านี้สุขภาพของคุณก็จะแข็งแรงขึ้นมากๆแล้ว
 
 
5. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ
การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือก่อนนอนจะช่วยลดการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนได้ ซึ่งช่วยทำให้อาการหวัดหายได้เร็วขึ้น
 
 
6. อบไอน้ำ
การอบไอน้ำจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และช่วยลดอาการปวดเมื่อยให้แก่คุณได้ นอกจากนี้ ความร้อนที่ร่างกายได้รับยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้น อาการป่วยที่คุณเป็นอยู่จึงทุเลาลงได้ หายใจได้สะดวกขึ้น วิธีการอบไอน้ำก็คือ ให้เทน้ำร้อนจัดลงในชามใบใหญ่ เอาหน้าไปใกล้ชาม แล้วคลุมหัวด้วยผ้าขนหนูเพื่อให้ใบหน้าได้รับไอน้ำอย่างเต็มที่ จากนั้นค่อยๆสูดหายใจเข้า-ออกอย่างช้าๆ ทำเช่นนี้ครั้งละ 5-10 นาที
 
   
7. ประคบร้อนและเย็นบริเวณจมูก
หากคุณมีอาการคัดจมูกอย่างหนักลองประคบร้อนและเย็นที่จมูกดู เพียงแค่เอาผ้าขนหนูเปียกเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟสัก 1 นาที ประคบสลับกับผ้าขนหนูแช่ในช่องฟรีสในตู้เย็น อาการคัดจมูกที่เป็นอยู่จะทุเลาลงได้
 
 
8. ยาหม่องทาๆถูๆ
ลองใช้ยาหม่องเปปเปอร์มิ้นท์ทาบางๆที่รูจมูก กลิ่นของสมุนไพรจะช่วยลดอาการคัดจมูกได้ดีมากๆ และยังช่วยลดเยื่อจมูกอักเสบจากการที่คุณสั่งน้ำมูกและจามได้อีกด้วย
 
 
9. นอนหนุนหมอนสูง
เมื่อรู้ว่าเป็นหวัดเข้าแล้ว ให้นอนหนุนหมอนสูงๆ เพราะจะช่วยให้หายใจสะดวกมากขึ้น
 
 
10. ดื่มน้ำมะนาวสดบ่อยๆ
น้ำมะนาวคั้นสดมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น วิตามินซีที่ช่วยให้หายหวัดได้เร็วขึ้น รวมถึงความสามารถในการช่วยย่อยและขับสารพิษได้ดี เพราะฉะนั้น หากรู้ตัวว่าเป็นหวัดให้เลือกดื่มน้ำมะนาวจะดีที่สุด แต่ถ้ากลัวว่าจะเปรี้ยวจนดื่มไม่ได้ ให้ใส่น้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย น้ำมะนาวก็จะดื่มง่ายมากขึ้น
 
 
ทั้ง 10 วิธีนี้เป็นวิธีง่ายๆสำหรับคนที่เป็นหวัด หากทำตามนี้รับรองว่าใช้เวลาไม่นาน อาการป่วยที่เป็นอยู่ต้องดีขึ้นได้แน่นอน ที่สำคัญอย่าลืมดื่มน้ำเปล่ามากๆและนอนหลับอย่างเพียงพอด้วย เพื่อให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายได้เป็นอย่างดี
 
แต่ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังไม่หาย นั่นสดงว่าเชื้อโรคที่เข้าไปในตัวคุณร้ายแรงมาก เช่น อาจจะเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก เป็นต้น  ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน มิเช่นนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เลี้ยงลูก สำหรับพ่อแม่ และสำหรับลูก

• เมื่อเลี้ยงลูกให้ ‘พึ่งตนเอง’ ได้แล้ว 
วันหนึ่งเขาจะเป็นที่พึ่งให้กับพ่อแม่ 
ตามธรรมชาติของการผลัดกันดูแล
ในหมู่มนุษย์ผู้มีใจสูง
• สำหรับพ่อแม่ 
หากคุณเลี้ยงลูกในสิ่งที่คุณอยากให้เป็น
คุณจะไม่มีทางได้ ‘รู้จัก’ ลูก 
หรือ ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของลูก
และสำหรับลูก
เราควรพูดกับพ่อแม่ดีๆ
ให้ท่านเข้าใจในตัวตนของเรา 
จะได้ไม่ต้องเถียงกัน 
พูดด้วยเหตุด้วยผล
• ทำให้เด็กมีปัญหา
แล้วโลกจะมีปัญหากว่านั้น
ทำให้เด็กหมดปัญหา 
แล้วโลกจะมีคนพยายามทำปัญหาให้หมดไป
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• มนุษย์จะ ‘รู้จักตัวเอง’
ผ่านการลองทำสิ่งที่สมัครใจ 
ไม่ใช่การถูกบังคับให้ทำ 
หรือมีแรงจูงใจเป็นรายได้
• ความขัดแย้งระหว่างแม่กับลูก 
เป็น "ปัญหาคู่โลก"
เป็นความขัดแย้งทางความคิด..
ไม่ถือว่าบาป
เพียงแต่เรา
ต้องไม่คิดหรือพูดต่อกันด้วย ‘โทสะ’
หรืออารมณ์โกรธ
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• ฝึกคิดเลือกคำพูดที่ดี ที่นุ่มนวล
หรือที่กรองแล้วว่า
ระคายโสตน้อยที่สุด
ตัวการ ‘ฝึกคิด’ จะเป็น ‘กรรมดี’
ในทั้งแง่ของมโนสุจริต และวจีสุจริต
ตลอดจนเป็นการฝึกสติ
ให้เกิดสมาธิในการพูด
เพราะการเอาชนะแรงอัด
ในการพูดทางร้าย
ก่อให้เกิดความเข้มแข็งทางใจ
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• เด็กจะสนใจทุกคำตอบที่เขาสงสัย
แต่จะเพิกเฉยกับทุกคำสอนที่สร้างความสงสัยว่า 
ทำไมเขาต้องทนฟัง
• การสอนที่ล้าสมัยทำให้เด็ก ‘จม’ อยู่กับอดีต 
การสอนที่ล้ำสมัยทำให้เด็กอยากสร้างอนาคต 
การสอนที่ทันสมัยทำให้เด็กอยู่กับปัจจุบันเป็น.
Cr. FB:ดังตฤณ

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ยามที่คุณจะปรักปรำ

ยามที่คุณจะพูดคำที่ไม่เป็นมงคลหรือคำที่ให้ร้าย 
.......ลองนึกถึงคนที่ไม่สามารถพูดได้ดูนะ
ยามที่คุณจะปรักปรำสามีและภรรยา 
.......ลองนึกถึงตอนที่อธิษฐานต่อฟ้าต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ให้ดลบันดาลสมหวังในรักครั้งนี้ด้วยเถิด
ยามที่คุณจะปรักปรำว่าชีวิตนี้ช่างบัดซบสิ้นดี 
.......ลองนึกถึงคนที่อยากมีชีวิตต่อ
แต่ต้องมาด่วนลาจากโลกใบนี้ไป
ยามที่คุณจะปรักปรำรำคาญลูกหลาน 
.......ลองนึกถึงคนที่พยายามทำกิ๊ฟ
แต่ทำอย่างไรก็ไม่มีลูกได้ชื่นชม
ยามที่คุณจะปรักปรำว่าไม่มีใครทำความสะอาดบ้านช่อง 
.......ลองนึกถึงคนยากไร้ต้องนอนอยู่ข้างถนนดู
ยามที่คุณจะปรักปรำรำคาญว่าทำไมรถถึงได้ติดเพียงนี้ 
.......ลองนึกถึงคนที่เดินเท้าไปทำงานเหล่านั้นดู
ยามที่คุณจะปรักปรำรำคาญงานที่ทำอยู่ 
.......ลองนึกถึงคนที่ตกงาน คนพิการ 
คนที่พยายามไปสมัครงานเป็นปีๆแต่ยังไม่ได้งานทำ
ยามที่คุณจะปรักปรำตำหนิหรือด่าทอใครๆ 
.......ลองนึกถึงตัวเองดู คุณเองไม่เคยทำผิดบ้างเลยหรือ? 
ใครบ้างไม่เคยผิดพลาด
ยามที่คุณท้อแท้หมดหวังดั่งคนสิ้นแรง 
.......ลองยิ้มให้ตัวเองในกระจกและบอกกับตัวเองว่า 
“ชีวิตยังไม่สิ้น พรุ่งนี้จะดีกว่าเก่า”

FB: นิทาน เรื่องเล่า บทความดีๆ

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

โดราเอมอน..โนบิตะ


โดราเอมอน.. เป็นเพื่อนอยู่เคียงข้างโนบิตะเป็นเวลาแปดสิบปี
โนบิตะก่อนตายบอกกับโดราเอมอนว่า...
"หลังจากที่ผมจากไปแล้ว เธอก็กลับไปใช้ชีวิตในอนาคตอย่างมีความสุขเถิด"
ไม่นานต่อมา โนบิตะก็ตายจากไป.. 
แต่โดราเอมอนไม่ได้กลับไปในอนาคต 
แต่กลับใช้ไทม์แมชชินย้อนกลับไปในวันแรกที่พบเจอโนบิตะ 
แล้วพูดกับโนบิตะว่า 
"สวัสดี.. พบเจอครั้งแรก ผมชื่อโดราเอมอน"........
หากเรา.. เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้ว 
เราลองย้อนเวลากลับไปที่เจอกันวันแรก 
คิดถึงความรู้สึกความเข้าใจร่วมกัน
ในการพบเจอกันครั้งแรก
จะโกรธ..จะเคือง หรือใดๆ ก็ตาม 
จงหวนกลับไปคิดถึงวันแรกที่ได้พบเจอ
ความยินดี ความรู้สึกเป็นสุขที่ได้พบเจอ 
คบหาเป็นเวลานานไม่รู้สึกเบื่อหน่าย
จึงเกิดเป็น...ความรัก
พบกันชาตินี้ วาสนาไม่ใช่ได้มาง่ายๆ
หากชีวิตนี้ มีเพียงความรู้สึกเหมือนดั่งเจอะเจอครั้งแรก
เป็นเพื่อนที่ดี หรือเป็นคนรักก็ช่าง 
จงหวงแหน ทะนุถนอม กันและกันนะครับ
( ^_______^ )

FB: นิทาน เรื่องเล่า บทความดีๆ

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สูตรทะลวงหลอดเลือดด้วยภูมิปัญญาโบราณ เพียง 2 นาที ก็ได้ผล


ชายชาวลอนดอนคนหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ ส่วนตัว เมื่อเขาไปประชุมที่ปากีสถาน เกิดมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างเฉียบพลัน แพทย์ตรวจพบว่าเส้นเลือดหัวใจของเขา 3 เส้นอุดตันอย่างรุนแรง จำเป็นต้องผ่าตัดทำบายพาส

ซึ่งกำหนดการผ่าตัดคืออีก 1 เดือน ในช่วงระหว่างนั้นเขาไปพบหมอบำบัดมุสลิมโบราณ หมอบำบัดให้เขาทำยาทานเองที่บ้าน เมื่อทานครบ 1 เดือน ก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลเดียวกันก่อนผ่าตัด พบว่าเส้นเลือดทั้ง 3 เส้นใสสะอาด ที่เคยอุดตันก็ถูกทะลวงออกหมด

เพื่อช่วยให้คนอื่นได้รับประโยชน์ เขาได้บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองบนอินเทอร์เน็ต รวมทั้งโชว์ภาพถ่ายเส้นเลือดของเขาก่อนและหลัง เพื่อให้แสดงความแตกต่างก่อนและหลังทานยา

วัตถุดิบที่ใช้ …

– 1 น้ำมะนาว 1 ถ้วย
– 1 น้ำขิง 1 ถ้วย
– 1 น้ำคั้นกระเทียม 1 ถ้วย
– 1 น้ำส้มสายชูแอปเปิล 1 ถ้วย

วิธีเตรียม...

1.ลอกเปลือกกระเทียมและขิง หั่นขิงเป็นชิ้นบางๆ นำทั้งสองอย่างใส่เครื่องปั่นเครื่องคั้นน้ำผลไม้ ปั่นละเอียดแล้วเทลงบนผ้ากรอง เพื่อบีบน้ำคั้นออกมา

2.นำน้ำคั้นกระเทียมและขิงลงไปในหม้อ เติมน้ำมะนาวและน้ำส้มสายชูแอปเปิลลงไป ต้มจนเดือด แล้วค่อยๆเคี่ยวไปโดยไม่ต้องปิดฝาหม้อ เพื่อให้น้ำระเหยออก ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะได้ยาที่เคี่ยวแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณเริ่มต้น

3. ตั้งทิ้งไว้จนอุณหภูมิลดลง ก็ให้เติมน้ำผึ้งลงไปผสมเพื่อให้ทานได้ง่าย (ใส่มากเท่าที่รสชาดพอจะทานได้)

4.ใส่น้ำสมุนไพรนี้ในขวดแก้ว แช่ในตู้เย็นเก็บไว้

วิธีรับประทาน : ทาน 1 ช้อนโต๊ะก่อนอาหารเช้าทุกวัน สามารถขจัดโรคหัวใจและหลอดเลือดให้หายขาดได้ คนทั่วไปยังสามารถใช้เป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง รวมทั้งป้องกันโรคหวัดและโรคภัยอื่นๆ ได้อีกด้วย

เมื่อทานได้ 1 เดือน ให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล คุณจะพบหลอดเลือดสะอาด เส้นที่มีการอุดกั้นถูกทะลวงไปแล้ว

****สูตรลับนี้จะต้องบันทึกเก็บไว้นะครับ…! และต้องเผยแพร่ส่งต่อให้คนที่ท่านรักและปรารถนาดี! ****

หมายเหตุ น้ำส้มสายชูที่ทำจากแอปเปิ้ล มีจำหน่ายตามห้างต่างๆ เช่น ท๊อป แมคโคร


บทความจาก...... facebook พระอธิการ นพดล กันตสีโล วัดหนองรั้ว

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทำไม เธอ กับ ฉัน ถึงรวยต่างกัน

ทำไม เธอ กับ ฉัน ถึงรวยต่างกัน
‪#‎เวลางาน‬
เธอ: เล่นเฟสบุ๊ค จิบกาแฟ ไม่ตั้งใจทำงาน เลยต้องทำโอที
ฉัน: รีบทำงานให้เสร็จ พยายามเลี่ยง OT จะได้มีเวลาหลังเลิกงาน
‪#‎หลังเลิกงาน‬
เธอ: ไปกินเหล้ากับเพื่อน
ฉัน: ศึกษาวิธีการทำหมูย่างผ่าน youtube และทดลองทำ
‪#‎วันเสาร์อาทิตย์‬
เธอ: นอนตื่นสาย เดินห้าง ไปเที่ยว ตจว.
ฉัน: นอนตื่นเช้า ลองเอาหมูปิ้งไปขายที่สวนลุม แรกๆลูกค้ายังไม่ชอบมาก ก็พยายามปรับปรุงสูตร
‪#‎วันหยุดเทศกาล‬
เธอ: จัดเที่ยว ตจว. ไปกินเหล้า
ฉัน: ศึกษาการทำ sticker line ผ่านทาง youtube
‪#‎หลังจากกลับจากเที่ยว‬
เธอ:เงินหมด
ฉัน: ได้ช่องทางหาเงินเพิ่ม ลองทำ sticker line ไปให้เค้าพิจารณาเพื่อขาย
‪#‎ผ่านไปสองสามปี‬
เธอ: ก็ยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ที่เต็มไปด้วยข้ออ้าง
"ไม่พร้อม" บ้าง
"ขาดเงินลงทุน" บ้าง
"รอโอกาส" บ้าง
ฉัน: ธุรกิจหมูปิ้งฉันปรับปรุงสูตรจนคนชอบ และมาขอซื้อไปขายต่อ ฉันไม่ต้องไปขายเอง แค่หมักหมูเสียบไม้
ธุรกิจสติกเกอร์ไลน์ อันแรกยังขายได้น้อย ฉันเลยลองทำอีก สอง สาม อัน จนมันติดตลาด
**************‪#‎สิบปีผ่านไป‬ ************
‪#‎เธอมองฉัน‬
"เฮ้ย เธอนี่โชคดีจัง มีโอกาสเข้ามาตลอดเวลา"
"ถามจริงๆ เอาเวลาไหนไปทำ.... ถ้าฉันมีเวลาคงทำเหมือนเธอได้"
"คนเรานี่บุญต่างกัน เธอคงทำบุญมามากชีวิตจึงเฮงๆ ตลอด"
‪#‎ฉันมองเธอ‬
"ปัดโธ่เอ๋ย!! เธอไม่รู้หรอกว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ฉันทุ่มเทอะไรไปบ้าง.... แต่ไม่อยากบอกเยอะ ปล่อยให้เธอสงสัยต่อไป อิอิ"
เวลาเธอชมฉัน ฉันก็ ยิ้มอ่อนๆ และเดินจากไปทำงานสร้างรายได้ของฉันต่อ
จบ...

Cr.เพจเลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนซะ

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ปรัชญาชีวิต “สอนลูก” 20 ข้อ

อ่านให้จบ (ดีมาก) ข้อ ที่ควรให้ลูกรู้และปฏิบัติ ก่อนอายุ 45 ปี

1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไปใน สายวิชาที่ตนเลือก แต่ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนจำเป็นมากๆ จงให้ใส่ใจ ส่วนวิชาอื่นๆ เอาแค่ดีพอหางานดีๆทำก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด
ภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีน
สร้างผลงานได้

2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย นั้นสำคัญมากพอๆกับการคร่ำเคร่ง หน้าตำราเรียน

3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น..
สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือ เปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง

4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญ
ที่ต้องจำไว้ คือ “ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด”

5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอ โดยเร็วที่สุดเพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป

6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด

7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว

8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรก
สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน.อย่าลืมคบกับ ที่ปรึกษาการเงินไว้เป็นเพื่อน

9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลก ใบนี้เพราะคุณจะไม่มีทางรู้ว่า วันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้

10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆต่อให้เก่งแค่ ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้

11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน
เพราะความมั่นคงไม่เคยมี บนโลกใบนี้

12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้ แค่อย่างเดียวเพราะความสามารถ ของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ

13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามา
จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์

14. สร้างเนื้อ สร้างตัวให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็น หนุ่มสาวเพราะการฝ่าฟันอุปสรรค ในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก

15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ ยังหนุ่มสาวเพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่า เดิม

16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขาแต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้ มากแค่ไหน

17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็นพ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ

18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้

19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบก
โลกทั้งใบไว้คนเดียวและอีกอย่าง งานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอมตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป

# หากคิดว่าโพสต์นี้มีประโยชน์ !!
กรุณาเเบ่งปันให้สักคนรับรู้

Cr. บอย วิสูตร

20 คำพูดกินใจของปราชญ์ชาวจีน ที่ไม่เคย ล้าสมัยเลย

"คำพูดกินใจของปราชญ์จีน"

1. "ซุนวู"

" ชมคนด้วยวาจา... มีค่ายิ่งกว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญ ทำร้ายคนด้วยวาจา... สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทงด้วยหอกดาบ.."

2. "ฮั่วหลัวเกิง"

" คนอื่นช่วยเรา... เราจะจำไว้ชั่วชีวิต เราช่วยคนอื่น... จงอย่าจำใส่ใจ "

3. "ปันกู้"

" น้ำใสสะอาดเกินไป... ย่อมไร้ซึ่งมัจฉา คนที่เข้มงวดเกินไป... ย่อมไร้ซึ่งบริวาร "

4. "หลี่ต้าเจา"

" ความไม่พอใจ... ความกลัดกลุ้มหงุดหงิด ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้มากยิ่งขึ้น

ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราท้อแท้... ห่อเหี่ยวยอมจำนนต่ออุปสรรค์..."

5. "ปาจิน"

" ในชีวิตของเรา... มิตรภาพเปรียบเสมือนโคมส่องสว่างดวงหนึ่ง... ซึ่งสาดส่อง จิตวิญญาณของเราให้สว่างไสว ทำให้ชีวิตของเรามีแสงสีอันงดงาม.."

6. "หยางว่านหลี่"

" ตัวสกปรกก็คิดจะอาบน้ำ เท้าสกปรกก็คิดจะล้างเท้า แต่ใจสกปรก กลับไม่คิดที่จะชำระใจ..."

7. "หูหลินอี้"

" สุขสบายเกินไป... เส้นสายก็พลอยหย่อนยาน จิตใจก็พลอยขลาดกลัว"

8. "ซุนซือเหมี่ยว"

" พูดน้อย กลุ้มน้อย ตัณหาน้อย นอนน้อย... ถ้าสี่อย่างนี้น้อย ก็ใกล้จะเป็นเซียนแล้ว"

9. "ลู่ซู"

" คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป... เป็นคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุด!"

10. "ฟังเสี้ยวหยู"

" ไม่มีอะไรแย่เท่ากับความเย่อหยิ่งอวดดี..ผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ คือ คนที่ดีพอ..ผู้ที่คิดว่าตัวเองดีแล้ว คือ ผู้ที่ดีไม่พอ "

11.  "จางจื้อซิน"

" ต้องกล้าที่จะมองความจริง.. แม้ว่าความจริงอาจจะทำให้เราเจ็บปวดมาก ๆ "

12. "ซุนยาง"

" ความอิจฉา... เป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพ ความระแวงสงสัย... เป็นศัตรูตัวร้ายกาจของความรัก

ความรัก... ถ้าปราศจากความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันเสียแล้ว ก็ไม่อาจเชื่อถือซึ่งกันและกันได้"

13. "เจิงจิ้นเสียนเหวิน"

" ใช้จิตใจที่ชอบตำหนิผู้อื่น... มาตำหนิตัวเอง...ใช้จิตใจที่ชอบให้อภัยตัวเอง...ให้อภัยผู้อื่น.."

14. "ก่วนจ้ง"

" ขี้เกียจแล้วยังฟุ่มเฟือย... ย่อมยากจน ขยันและประหยัด... ย่อมร่ำรวย.."

15. "ขงเบ้ง"

" สูงส่งแต่ไม่เย่อหยิ่ง ชนะแต่ไม่ลำพอง ปราดเปรื่องแต่รู้จักลงเวที  เข้มแข็งแต่มีความอดกลั้น.."

16. "หลี่ปุ๊เหว่ย"

"..ก่อนที่จะเอาชนะคนอื่น..จักต้องเอาชนะตัวเองให้ได้เสียก่อน  ก่อนที่จะว่าคนอื่น... ควรพิจารณาดูตัวเองเสียก่อน ก่อนหน้าที่จะรู้จักคนอื่น... ควรจะรู้จักตัวเองเสียก่อน.."

17. "เล่าจื๊อ"

" ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคนฉลาด... ผู้ที่รู้จักตัวเองเป็นคนมีสติ...

18. "ขงจื๊อ"

" สิ่งที่ตัวเราไม่ชอบ... จงอย่าทำกับคนอื่น.."

19. "ซือหม่าเชียน"

" คนที่ทำได้อาจพูดไม่ได้... คนที่พูดได้อาจทำไม่ได้.!!"

20. "ซือหม่าเชียน"

" คนเราหนีไม่พ้นความตาย... แต่ความหมายการตายนั้น ไม่เหมือนกัน..บ้างมีค่าหนักกว่าขุนเขา..บ้างไร้ค่าเบากว่าขนนก..."


cr. winnews.tv

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วันจันทร์ กับ มนุษย์เงินเดือน

ทุกๆวันจันทร์ มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะเฉื่อยชา
เคยรู้ไหมว่านั่นมันเกิดจากสาเหตุอะไร...?
-------------------------------------
จริงๆแล้วมันเกิดจากเราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน
ทำให้ทุกๆเช้าไม่ค่อยอยากจะทำงาน ขี้เกียจ
เอื่อยๆ เรื่อยๆ ไม่รีบ ทำไปแค่ผ่านๆ
ได้เงินเหมือนกัน ไม่ต้องคิดไรมาก
.
แต่นั่นมันคือสัญญาณแห่งความเสี่ยงของการ
หยุดพัฒนาตนเอง แปลว่าเรามีโอกาสที่จะหยุดโต
.
ต้นไม้ที่ไม่โต คือต้นไม้ที่กำลังจะตาย
ความคิดที่ไม่โต คือความคิดที่กำลังจะตาย


FB: Tragool Trader Tung Chaibumroong

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วิธีสร้าง "แปลงผัก" ในพื้นที่เล็กๆ แต่ได้ผักเยอะมาก แถมใช้งบน้อยสุดๆ


คุณต้องชื่นชอบแน่ ๆ หากเป็นคนที่อยากทำ "แปลงผัก" แต่มีพื้นที่เพียงน้อยนิด วันนี้เรามีไอเดียดี ๆ มานำเสนอให้คุณได้รู้ว่ามันไม่ยากเกินกว่าความพยายามเราแน่ ๆ และสิ่งที่จะช่วยทำให้แปลงผักของคุณเป็นจริงนั้นก็คือ "ขวดพลาสติก" นั่นเอง




          ถูกต้องแล้วล่ะ คุณเข้าใจไม่ผิด "ขวดพลาสติก" จะเป็นแปลงผักได้อย่างไรนั้น อันดับแรกเราไปทำความรู้จัก คุณวิลเลี่ยม แวน คอตเด็ม ศาสตราจารย์จากประเทศเบลเยี่ยม ที่ได้คิดค้นไอเดียเก๋ ๆ นี้ ด้วยการนำขวดพลาสติกมาทำเป็นที่ปลูกต้นไม้ หรือ แปลงผักที่เราอยากได้นั่นเอง



          โดยการนำขวดน้ำพลาสติกมาตัดก้นขวด ทิ้งฝาขวดไป จากนั้นนำส่วนหัวขวดเสียบเข้ากับก้นขวดอีกใบ แบบนี้เรียงต่อกันเป็นชั้น ๆ จากนั้นใช้ลวดขึงยึดกับรั้วเหล็ก หรืออุปกรณ์ที่สามารถยึดขวดได้ เสร็จแล้วใส่ดินลงไปและใช้คัตเตอร์กรีดด้านหนึ่งของขวดให้เป็นช่องสี่ เหลี่ยมเล็ก ๆ ให้สามารถหย่อนเมล็ดพันธุ์ผัก ดอกไม้ หรือต้นกลางอ่อนลงไปได้ จากนั้นก็รดน้ำเพื่อให้ต้นไม้เจริญงอกงาม



ที่มา : youtube, http://news.thaiarcheep.com

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

มาอ่านหนังสือให้ลูกฟังกันดีกว่า

มีคุณแม่ท่านหนึ่งปรารภว่าอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เกิด ลูกอายุ8ขวบแล้วก็ไม่ได้รักการอ่าน ต้องจ้างอ่านด้วยเกมบ้าง รางวัลบ้าง อ่าน10เล่มได้อะไร อ่านหมดชุดได้อะไร บังคับให้อ่านวันละ25นาที ไม่รู้ว่าดีมั้ย?

คำถามดีมากๆ ถือโอกาสชวนคุยเพิ่มเติมหลายๆประเด็นนอกเหนือจากที่คุณแม่ปรารภมา

1.เราอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนมิใช่เพื่อให้ลูกฉลาด ความฉลาดเป็นผลพลอยได้ จะฉลาดหรือไม่ฉลาดยังขึ้นกับการอ่านอย่างหลากหลายในเวลาต่อมาอีกหลายปี   มิใช่อ่านหนังสืออยู่ประเภทเดียว อย่าลืมว่าความฉลาดไม่ได้ขึ้นกับความรู้มาก แต่ขึ้นกับความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลมาก อ่านหลากหลายมากกว่ายิ่งเชื่อมโยงได้มากกว่า

2.เราอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนมิใช่เพื่อให้เป็นคนรักการอ่าน รักการอ่านเป็นผลพลอยได้ ส่วนใหญ่จะได้ แต่พบว่าหลายคนไม่เป็น ลูกของคุณมิใช่คนแรก หลายครั้งที่เราเตรียมลูกอย่างดีไปจากบ้าน แต่ รร หรือสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น ไอที กลับทำลายเสีย

3.ทุกเรื่องมีข้อยกเว้น แต่ว่าที่เราทำสิ่งที่ดีวันนี้เพื่อเป็นรากฐาน เพื่อเป็นรากแก้ว เพื่อผลลัพธ์ระยะยาว มิใช่ระยะสั้น ระยะสั้นมีข้อยกเว้นบ่อยเห็นชัด ผลลัพธ์ระยะยาวยังไม่เห็นยังมาไม่ถึง เรื่องอ่านหนังสือก่อนนอนตั้งแต่เล็กๆนี้อย่างไรผลลัพธ์ระยะยาวก็ดีกว่าบ้านที่ไม่ทำ

4.เวลาพวกเราพ่อแม่เห็นว่าทำอะไรไปแล้วไม่เห็นจะดีเลย อาจจะต้องคิดด้วยว่าถ้าไม่ทำเลย จะหนักหนาสาหัสกว่านี้ ควรคิดเสมอว่าสำหรับเด็กคนนี้ได้เท่านี้ถือว่าดีแล้ว อย่าลืมเรื่องเด็กเกิดมาไม่เท่ากัน เราไม่เทียบลูกของเรากับใคร ค่อยๆดูต่อไปยาวๆ รับรองว่าอย่างไรก็จะดีครับ

5.เราเชียร์ให้อ่านหนังสือก่อนนอน ที่เราอยากได้มากที่สุดและรับรองว่าได้แน่(ในระยะยาว)คือ สายสัมพันธ์ หรือ attachment ดังที่เขียนไว้เสมอมา ตอนผู้เขียนเพิ่งจบแพทย์ อายุไม่มาก ไม่อาจเชื่อตำราและพูดได้ด้วยความมั่นใจ เมื่อผ่านมา30ปี เห็นผลลัพธ์ของหลายบ้านซ้ำแล้วซ้ำอีก รับรองได้ว่าอ่านหนังสือก่อนนอนทุกคืนได้สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยืนยาวแน่ๆ

เพจนี้เขียนหลายเรื่องเพื่อให้พ่อแม่ทำ ทำแล้วเท่ากับป้องกันมิให้มีเรื่องนอกลู่นอกทางในอนาคตมากจนเกินไป ต่อให้แหกโค้งกันบ้างตอนวัยรุ่นก็ธรรมดา เดี๋ยวก็กลับมา การเล่นอย่างอิสระในสนามและการอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนเป็น2วิธีที่ง่ายที่สุดและกำไรหลายเท่าตัวในภายหน้า เสียดายแทนถ้าไม่ทำ เอาเวลาไปเขี่ยแท็บเล็ตก่อนวัยอันควรหรือเข้า รร ก่อนวัยอันควรเสียหมด
ระยะหลังพบการว่าจ้างให้เด็กทำอะไรบางอย่างแลกกับการเล่นเกมบ่อยๆ เช่น เรียนว่ายน้ำแลกชั่วโมงเล่นเกม เรียนดนตรีแลกชั่วโมงเล่นเกม ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ ที่พอจะชี้ให้เห็นได้คือเรื่อง Free Will คือเจตจำนงเสรี เราอยากให้เด็กๆมีเจตจำนงเสรีอยากทำอะไรด้วยตนเองมากกว่าการว่าจ้าง เป็นเรื่อง reward จะได้ต่อเมื่อเขาค้นพบว่าตนเองชอบอะไรจริงๆ

การจัดสภาพแวดล้อมไปจนถึงบังคับเด็กอ่านหนังสือ เป็นเรื่องควรทำ (ถ้าบังคับกันได้อะนะ) คุณแม่ท่านนี้เก่งมากและเชื่อว่าท่านไม่ได้บังคับหรอก ใช้กลยุทธอื่นมากกว่า ถ้าจำไม่ผิดแม่ของคุณหมอเบน คาร์สันที่สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอนนี้ก็ทำ วัยเด็กแร้นแค้นมาก คุณแม่ของนายแพทย์วิลเลียม ออสเลอร์ ผู้ก่อตั้งสถาบันจอห์น ฮอปกินส์ก็ทำ ตอนเด็กอ่านไบเบิลเป็นอาหารว่าง คุณแม่ผู้เขียนไม่ถึงกับบังคับแต่ซื้อเฉพาะหนังสือวรรณคดีเล่มหนาเตอะลด50%จากงานกาชาดให้อ่านตั้งแต่อยู่ประถม ทั้งที่คุณแม่เองอ่านภาษาไทยไม่ออกเลย การอ่านหนังสือพยายามเลือกนวนิยาย novel ก่อนจะง่ายและได้ประโยชน์มาก พอเด็กติดความสุขและความดื่มด่ำกับการกำหนังสืออ่านหนังสือเสียแล้วก็สบายละ  อย่างไรก็ตามการบังคับเด็กอ่านวรรณกรรม literature หนาๆให้จบ ควรทำมาก ผลลัพธ์ที่ได้เปลี่ยนคนมานักต่อนัก
คุณแม่ส่งรูปเด็กชาย8ขวบกำลังอ่านหนังสือ ผู้เขียนชวนให้ดูรูปประกอบนี้ ภาพที่เราเห็นคือลูกอ่านหนังสือ ภาพที่เราไม่เห็นคือแขนงประสาทที่ยืดยาวออกไปแตะกันเป็นร่างแหทุกทิศทาง เหมือนเวลาดูเด็กเล่นสนุกในสนามคลุกดินคลุกทราย วงจรประสาทเหล่านี้ฝังอยู่ใต้ดิน เป็นฐาน เป็นรากแก้ว ของลูกๆสำหรับอนาคต
คุณแม่ท่านนี้อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เกิด วันนี้8ขวบอ่านวันละ25นาที เส้นประสาทยืดยาวทุกวินาที สัญญาณประสาทวิ่งพล่านตลอดเวลา คิดว่า25นาทีต่อวันจะกระจุยกระจายเพียงใด อย่างไรอนาคตระยะยาวก็ดีกว่าครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

10 มหาเศรษฐีหนุ่มสาวของโลก ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี

บิสซิเนส อินไซเดอร์ รายงาน อันดับ 10 มหาเศรษฐีโลกที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี อ้างอิงจากรายได้สุทธิ ปี 2015 โดยอ้างอิงข้อมูลจากจัดอันดับของ forbes ประจำปี 2015

ก่อนที่จะไปดูว่ามีใครกันบ้าง ต้องโน๊ตไว้ด้วยว่า บรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้มีอยู่ 2 ประเภท
ประเภทแรก คือ เป็นลูกหลานเศรษฐีวงการอสังหาริมทรัพย์ หรือลูกหลานบริษัทค้าปลีกแห่งใหญ่ๆ อย่างเช่น H&M 
และประเภทที่สองคือ พวกที่รวยอย่างรวดเร็วด้วยการทำธุรกิจสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างรวด เร็ว อย่าง เฟซบุ๊ค แอร์บีเอ็นบี (Airbnb) หรือ ธีเรนอส (Theranos)
  • แน่นอนว่า หลายๆ คนคงพอรู้ว่า อันดับที่ 1 คือ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก วัย 31 ปี ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน ซีอีโอ Facebook ซึ่งมีรายได้ 45.3 พันล้านดอลลาร์
  • อันดับที่ 2 ดัสติน มอสโกวิตซ์ วัย 31 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท Asana บริษัทซอฟต์แวร์ รายได้ 9.3 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
  • อันดับที่ 3 อีดัวร์โด ลูดิซ ซาเวอริน วัย 33 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท Velos Partner กองทุนลงทุนหุ้น รายได้ 6.3 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
  • อันดับที่ 4 หยาง ฮุยหยาน วัย 34 ปี รองประธานและบอร์ดบริหาร บ.เคาน์ตี้ การ์เดน โฮลดิ้ง บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายได้ 5.2 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
  • อันดับที่ 5 สก็อตต์ แดเนียล ดันแคน วัย 32 ปี ผู้อำนวยการมูลนิธิครอบครัวแดน แอล ดันแคน รายได้ 5 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
  • อันดับ 6 อลิซาเบธ โฮล์มส วัย 31 ปี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท Theranos รายได้ 4.5 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
  • อันดับ 7 นาธาน เบิลชาร์กซกี วัย 32 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารเทคโนโลยี CTO บริษัท Airbnb รายได้ 3.3 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
  • อันดับ 8 ไบรอัน เชสกี วัย 34 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท Airbnb รายได้ 3.3 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
  • อันดับ 9 โจ เกบเบีย วัย 34 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารฝ่ายบุคคล บริษัท Airbnb รายได้ 3.3 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com
  • อันดับ 10 โธมัส เพอร์สสัน วัย 30 ปี ซีอีโอและผู้ร่วมเป็นเจ้าของ บริษัท Aspen Rights และ Aspen Film รายได้ 2.9 พันล้านดอลลาร์
ขอบคุณภาพจาก businessinsider.com

Data From : businessinsider.com

5 วิธีรวยล้นฟ้า ของบรรดามหาเศรษฐี

5วิธีรวยล้นฟ้า ของบรรดามหาเศรษฐี !
มันมีความลับบางอย่างที่บรรดา เหล่าเศรษฐีมีวิธีคิดและนิสัยที่แตกต่างจากคนทั่วไป วิธีคิดและนิสัยเหล่านี้จะแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อพวกเขาพูดหรือ คิดเกี่ยวกับการเงินของพวกเขา 

1.พวกเขาไม่ใจร้อน
เคยไหม ที่เวลาเดินผ่านร้านขายเสื้อผ้าแล้วคุณจะหยุดซื้อ?เคยไหม ที่เวลาเข้าเว็บไซต์Amazonแล้วคุณก็จะต้องอยากได้ของต่าง ๆ มากมาย?เป็นเรื่องปกติที่คนเราส่วนใหญ่จะอดใจไม่ไหวแล้วซื้อของที่อยากได้ใน ที่สุด แต่บรรดาเศรษฐีเขามีความสามารถในการยับยั้งชั่งใจได้ดีกว่าคนทั่วไป รวมถึงความสามารถในการชะลอความพึงพอใจนั้นออกไปก่อนค่ะ

2.รู้ความแตกต่างระหว่างความอยากได้และความจำเป็น
เหล่าเศรษฐีนั้นทราบดี ถึงข้อแตกต่างระหว่างความอยากได้และความจำเป็น เราทุกคนนั้นย่อมมีช่วงเวลาที่เราต้องการบ้านหลังใหม่,รองเท้าคู่ใหม่ หรือโรงจอดรถ แต่พวกเขาไม่เคยถามตัวเองว่า สิ่งที่พวกเขาอยากได้เหล่านั้นมันจำเป็นหรือไม่?หรือเป็นแค่ความต้องการ เพียงชั่ววูบเท่านั้น

3.มุ่งเน้นไปที่ผลระยะยาว
บรรดาเศรษฐีมักคิดถึงอนาคตอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นคุณจะเห็นว่างานที่พวกเขาทำมักเป็นงานที่มั่นคง และมีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของพวกเขา แต่ถ้าหากคุณเห็นว่ามันยากที่จะทำงานตรงตามเป้าหมายของคุณ คุณอาจปรับเปลี่ยนแนวทางบางอย่าง อาจเพิ่มงานหรือลดงานลงไป แล้วทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับอนาคตของคุณ

4.มีรายได้จากหลายช่องทาง
เมื่อมีงานที่มั่นคง หรือสร้างฐานความมั่นคงให้กับตัวเองได้แล้ว เหล่าเศรษฐีเหล่านี้ก็จะมองหาวิธีทำเงินอื่น ๆ อีก เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน ถ้าถามว่าทำไมเขาต้องมองหาแหล่งรายได้จากที่อื่น ๆ ด้วย ก็เพราะว่าบรรดาเศรษฐีเขารู้ว่ารายได้หลักของพวกเขานั้นอาจมีวันต้องหมดไป หรือเกิดตกงานกะทันหันขึ้นมา ดังนั้น การที่เรามีรายได้จากหลายช่องทางก็ย่อมเป็นแผนสำรองที่ดีกว่านะคะ

5.ลงทุน
หลายคนสงสัยว่าทำไมคนรวยถึงมีเงินเหลือ และไม่เคยขาดแคลนทุนทรัพย์เลย คำตอบก็คือว่าพวกเขารู้จักวางแผนการใช้เงิน และรู้จักแบ่งรายได้เพื่อเอาไปใช้อย่างอื่นด้วย เช่น ได้เงินเดือนมา พวกเขาจะหัก5%เพื่อเป็นเงินเก็บหลังเกษียณอายุ การทำเช่นนี้จะทำให้พวกเขามีเงินใช้หลังเกษียณได้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องมานั่งเครียดตอนหลังเกษียณว่าทำไมเราไม่มีเงินใช้!
หากใครอยากเป็นเศรษฐีกับเขาบ้าง ก้ลองทำตามวิธีทั้ง5ข้างบนดูสิคะ แล้วคุณจะรู้ว่าการที่เราจะเป็นเศรษฐีได้นั้นมันไม่ยากเลยค่ะ

CR: posttoday.com